คลังเก็บป้ายกำกับ: Italy

When in Italy : Venice

นักท่องเที่ยวมากมายหน้าสถานีรถไฟ Venice S. Lucia

เวนิซเป็นเมืองแรกของทริปอิตาลีที่ฉันวางแผนมาเที่ยวอิตาลีครั้งนี้
ลงเครื่องที่มิลาน แล้วก็นั่ง Shuttle Bus มาต่อรถไฟ เพื่อมาทำความรู้จัก
กับเมืองสวยๆอย่างเวนิซกันเลย

เวนิซ เป็นเมืองสวย สวยงามมากๆ ตั้งแต่แรกเจอเมื่อก้าวเท้าลงที่สถานีรถไฟ
สถานีรถไฟอยู่ติดกับลำคลองใหญ่ Grand Canal เส้นเลือดสำคัญของเมือง
ท้องฟ้าก็สดใส นักท่องเที่ยวเหมือนจะเป็นประชากรหลักของที่นี่
เพราะมองไปทางไหนก็เห็นแต่คนลากกระเป๋าเดินทางไปมาขวักไขว่

ภาพเรือที่แล่นสัญจรไปมาทั้งเล็ก ใหญ่ แทนรถที่สัญจรไปมาบนท้องถนน
บนลำคลองใหญ่ที่ขนาบด้วยตึกสีสันสวยงาม ในวันฟ้าใส
ดูหรูหราไฮโซ เกินกว่าที่คนอย่างฉันซึ่งเคยเที่ยวอย่างอินเดียไกลๆ จีนไกลๆ
จะมีโอกาสได้มาเห็น หรือสัมผัสจริงๆ
แต่ก็มาแล้ว…:)

บนเกาะไม่ใหญ่นัก นอกจากจะนั่งเรือเพื่อเที่ยวชมเมืองสวยงามอย่างเวนิซ
การพึ่งขาทั้งสองของเราเพื่อทำความรู้จัก ก็สนุกและเหนื่อยไม่น้อย
ไปกับตรอก ซอกซอย ระหว่างทาง แต่สำหรับที่นี่มุมไหนก็สวย
ก็เลยไม่ทำให้รู้สึกว่าเป็นการเสียเวลา
หากว่าจะหลงทางกันบ้าง

อ่านเพิ่มเติม When in Italy : Venice

The Last Story in Italy : Uffizi Gallery

ก่อนจะขี้เกียจไปกว่านี้ วันนี้มารำลึกความทรงจำของอิตาลี ทริปที่สั้นจุ๊ดอันน้อยนิดกันก่อนจะร่ำลาเมืองสวยๆแห่งนี้กัน แล้วไปเริ่มการเดินทางครั้งใหม่ในทวีปใหม่ที่เพิ่งจะไปเยือนเป็นครั้งแรกกันในตอนหน้าดีกว่าค่ะ

Page-02

เมืองฟลอเรนซ์มีพิพิธภัณฑ์มีชื่อมากมายหลายแห่ง Palazzo Pitti Palatina Gallery Modern Art Gallery Museo degli Argenti Boboli Garden Accademia Gallery Bargello National Museum Museo delle Cappelle Medicee San Marco Museum Davanzati Palace Museum Palazzo Vecchio Stibbert Museum ที่โดดเด่นแห่งหนึ่งที่ฉันและเพื่อนๆเลือกไปเที่ยวกันก็คือ Uffizi gallery ซึ่งก่อตั้งในปี 1581 โดยการสนับสนุนของผู้อุปถัมภ์งานศิลปะแห่งตระกูลเมดิซี่ ที่โด่งดัง ภายในเน้นงานภาพเขียนเป็นหลัก ของศิลปินเอกแห่งเมืองฟลอเรนซ์ มีภาพสวยๆหลายภาพจัดแสดงตั้งแต่ยุคแรกๆของการสื่องานทางภาพเขียน ซึ่งภาพเขียนยังจัดมิติของภาพวาดไม่สวยงาม ไปจนถึงภาพที่แสดงมิติจนเหมือนจริง ให้เห็นถึงวิวัฒนาการของภาพเขียน การใช้เทคนิคแสดงแสง เงาที่สวยงามของศิลปินในยุคนั้น ภาพเขียนที่โดดเด่นเช่นภาพกำเนิดวีนัส ของบอตติเชลลิ,ภาพเขียนของราฟาเอล,ลีโอนาร์โด ดาวินชี และศิลปินดังๆอีกมากมาย ถ้ามีเวลาเดี๋ยวเอารายละเอียดมาลงกันค่ะ

การเข้าชมภายในพิพิธภัณฑ์จะมีการแบ่งเวลาขายตั๋วเป็นรอบๆ เพื่อไม่ให้คนเข้าชมมากเกินไป ดังนั้นควรไปล่วงหน้า และถ้าในช่วงไฮซีซั่นอาจจะต้องจองตั๋วไว้ก่อนเพื่อความแน่นอนในการเข้าชม บริเวณรอบๆ มีจัดแสดงรูปปั้นงานประติมากรรมไว้หลายรูป แต่ส่วนใหญ่เป็นของเลียนแบบ เช่นเดวิดของไมเคิลแองเจโล ตัวจริงก็อยู่ที่เมืองนี้เช่นกันแต่ไปยืนเด่นเป็นสง่าที่ Accademia Gallery แต่ตัวปลอมก็โดดเด่นไม่แพ้ใคร เพราะใครๆ ก็อยากถ่ายรูปด้วยทั้งนั้นรวมทั้งฉันด้วย เดินเลยไปอีกหน่อย ก็เป็นสะพานที่มีชื่อเสียงของเมือง คือสะพานเวคชิโอ (Ponte Vechio) สะพานสวยที่เก่าแก่เพราะรอดพ้นจากสงคราม ปัจจุบันเต็มไปด้วยร้านขายทอง และขายของที่ระลึกราคาแพง

Page-01

ฉันและเพื่อนๆ เดินไปรอบๆ ในย่านนั้น เพื่อซึมซับกับบรรยากาศสวยงาม ของหมู่ตึกบนถนนเนินเล็กๆ ข้ามสะพานที่ทอดเป็นระยะๆ เหนือแม่น้ำอาร์โน ก่อนจะกลับมานั่งฟังเพลงที่มีศิลปินริมทางมาบรรเลงกีตาร์เพราะๆให้นักท่องเที่ยว และผู้คนในย่านนั้นใกล้ๆกับหน้าพิพิธภัณฑ์สมกับบรรยากาศแห่งเมืองที่เต็มไปด้วยงานศิลป์

Duomo of Florence

ในทุกก้าวของชีวิตมักมีเรื่องที่คาดไม่ถึงอยู่เสมอนะคะ การไปเที่ยวอิตาลีคราวนี้ของฉันก็เช่นกัน แทบจะไม่คาดคิดว่าการเตรียมการตั้งมากมาย เพื่อใช้เวลารู้จักกับอิตาลี โดยเริ่มจากฟลอเรนซ์-เวนิซ และจบที่โรม จะจบรวดเร็วเพียงแค่ 2 วันเท่านั้น เมื่อฉันได้รับข่าวจากทางบ้าน ทำให้ต้องรีบเดินทางกลับทันที ในวันรุ่งขึ้นหลังจากจัดการเลื่อนตั๋วเดินทางเรียบร้อย ทำให้ฉันมีเวลาอีกเพียงแค่ 1 วันที่นี่ที่ฟลอเรนซ์ ส่วนเวนิซกับโรม คงต้องเก็บไว้รอบหน้าแล้วหละค่ะ

เมื่อเรื่องต่างๆไม่สามารถจัดการได้ดีไปกว่านี้ ฉันก็เริ่มต้นวันนี้เพื่อเก็บเกี่ยวความสวยงามของฟลอเรนซ์ไว้ให้มากที่สุด จากที่พักฉันและเพื่อนเดินลัดเลาะไปตามแผนที่ที่ได้มาจากที่พัก บริเวณนี้ยังปรากฎให้เห็นว่าเป็นส่วนหนึ่งของเมืองเก่าในฟลอเรนซ์ด้วยทางเดินที่ปูด้วยหินแบบโบราณ โบสถ์เก่าๆ ที่ปัจจุบันยังคงใช้งาน รูปปั้นคนสำคัญของเมือง แถวตลาดขายของที่ระลึก เราผ่านตลาดสด ซึ่งอยู่ในตึกใหญ่ และสะอาดไม่เหมือนตลาดสดที่เมืองไทย ร้านขายผัก ขายเนื้อ ดูสะอาดสะอ้าน แถมแทบทุกร้านก็รับบัตรเครดิตกันทั้งนั้นทันสมัยไฮโซจริงๆ

florence

เพื่อนคนหนึ่งรีบเร่งเรียกเราเพราะไม่อยากให้เสียเวลาหากเรามัวแต่เตร็ดเตร่ดูของในตลาดจนไม่รักษาเวลาอย่างนี้ ออกจากตึกนั้น เราก็ยังผ่านร้านขายของที่ระลึกตามทางอีกมากมายให้เราแวะดู แวะถ่ายรูป แต่เราก็เดินตามเส้นทางเพื่อจะเข้าไปชมดูโอโม โบสถ์ใหญ่ประจำเมืองฟลอเรนซ์ เป็นโบสถ์ที่ใหญ่โต เพียงแค่ได้เห็นโดมที่เมื่อเราเดินพ้นซอกตึกแล้วเห็นโดมใหญ่โต ก็รู้สึกถึงความอลังการของโบสถ์แห่งนี้ได้ บริเวณโบสถ์ไม่ได้เป็นลานกว้างใหญ่ แต่มีร้านอาหาร ร้านค้าเรียงรายล้อมรอบ ฉันรู้สึกได้ถึงความยิ่งใหญ่ และเมื่อเห็นหอระฆังที่อยู่เคียงข้างกัน ก็ทำให้นึกถึงโบสถ์คริสต์ที่จันทบุรี แต่ที่นี่อลังการงานสร้างกว่าเยอะค่ะ เมื่อเราเดินเข้าไปพิจารณาให้ใกล้ขึ้น ก็ยิ่งเห็นรายละเอียด ความปราณีตของงานแกะสลัก กระจกสี ประตูต่างๆ ทุกอย่างช่างประทับใจไปทุกจุด เราแยกย้ายกันเดินรอบๆ ก่อนจะเข้าไปชมความงามด้านใน ซึ่งสมกับเป็นโบสถ์ แม้คนจะมากมาย แต่ก็รู้สึกได้ถึงความสงบ ที่มีอยู่ท่ามกลางความตื่นตะลึงอีกครั้งกับความสวยงามด้านในของคนที่มาเข้าชม โดยเฉพาะอย่างยิ่งโดมใหญ่ที่มีรูปภาพสีน้ำ (Fresco) ด้านบน

ฉันชวนเพื่อนๆ ขึ้นไปชมวิวด้านบนโดมของโบสถ์แห่งนี้ โดยเสียค่าขึ้นคนละ 8 ยูโร ความสูง 463 ขั้น ผ่านบันไดวนที่แคบ และมืด แต่เมื่อขึ้นไปถึงด้านบนและได้เห็นวิวของเมืองที่เต็มไปด้วยหลังคาสีส้ม และตึกใหญ่สวยๆหลายตึก กับแม่น้ำอาร์โนที่ไหลผ่านเมือง ก็ทำให้ความเหนื่อยหายเป็นปลิดทิ้ง ลมที่พัดมาทำให้รู้สึกเย็นสบายฉันได้ใช้เวลานั่งชมวิว  ปล่อยใจไปกับความสวยงาม นั่งคิดอะไรไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข่าวร้ายที่ฉันได้รับจากเมืองไทยวันนี้ ฉันถือโอกาสที่อยู่บนโบสถ์แห่งนี้อธิษฐานขอให้ป้าไปสู่สุคติมีความสุขในโลกหน้า    ฉันยังคงนั่งมองวิวรอบๆคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย จนกระทั่งเพื่อนๆมาเรียกไปหามุมถ่ายรูป และรีบลงไปเพื่อไปเที่ยวมิวเซียมอุฟฟิซี่กันต่อ

Firenze1

ของขวัญอย่างหนึ่ง เมื่อเราขึ้นมาชมด้านบนอย่างนี้ ทำให้เราได้เห็นรายละเอียดที่ชัดเจนขึ้นของภาพเขียนบนโดมแห่งนี้ ทุกรายละเอียดมีความสวยงาม ความหมาย และมีมิติเหมือนคนกำลังปีนจากกำแพงจริงๆ ภาพนรก สวรรค์ ก็เขียนได้อย่างมีความหมาย ทำให้นึกทึ่งไปกับศิลปินในยุคนั้นที่มีความสร้างสรรค์และเต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ เพื่อเริ่มต้นงานดีๆ ให้กับคนรุ่นหลังได้มาชื่นชม ฉันมีเวลาไม่มากในการชื่นชมภาพเหล่านี้มากนักเพราะต้องรีบเดินตามแถวที่เดินตามๆกันมาในช่องทางเดินที่ค่อนข้างแคบ เพราะหากมัวแต่ยืนดูนานเกินไป ก็จะทำให้แถวติดยาวได้

พอลงมาด้านล่างเราดับกระหายกันด้วยเจลาโต ไอศรีมที่มีชื่อของอิตาลี ฉันว่าก็ธรรมดานะ เพราะเดี๋ยวนี้ของกินอย่างนี้หาได้ทั่วไปในเมืองไทย แต่อย่างหนึ่งที่ไม่เหมือนบ้านเราก็คือ หากนั่งกินที่ร้าน กับซื้อกินด้านนอก ราคาจะไม่เท่ากันเพราะที่นี่คิดค่านั่งด้วย คงเป็นค่าชมวิวคนเดินไปเดินมา หรือค่าที่นั่งสวยๆที่เตรียมไว้บริการลูกค้า แต่พวกเราก็ต้องซื้อมากินด้านนอกอยู่แล้ว ใครจะไปซื้อแบบนั่งกิน แค่นั้นก็ปาเข้าไปลูกละเกือบร้อยแล้วล่ะค่ะ

10 เมืองต้องระวังในการท่องเที่ยว

IMG_3267

Tripadvisor จัดอันดับเมืองท่องเที่ยวที่มีนักล้วงกระเป๋าชุกชุมที่สุดในโลกไว้ เพื่อเป็นข้อเตือนใจให้ตนเองและเพื่อนๆ ที่หลงเข้ามาอ่าน เผื่อต้องเดินทางท่องเที่ยวจะได้ระมัดระวังไม่เสียท่า พวกมิจฉาชีพ เหมือนที่เราเคยโดนมาแล้วค่ะ 😦

  1. อันดับแรกเลยคือ เมืองบาร์เซโลน่าของสเปน แถวๆย่านลารามบลา ถนนคนเดินที่โด่งดัง
  2. กรุงโรม อิตาลี มิจฉาชีพที่นี่ถนัดเรื่องการใช้กรรไกร และมีเทคนิคการรูดซิปกระเป๋าชั้นครูเลยค่ะ เมืองนี้ปีหน้ามีโปรแกรมไปเยือนซะด้วย คงต้องเตือนตัวเองเป็นพิเศษ
  3. ปราก แห่งสาธารณรัฐเช็ค
  4. กรุงมาดริด สเปน  ประเทศเดียวติดซะสองอันดับ เค้าไม่คิดจะปรับปรุงกันเลยเนอะ
  5. ปารีส เมืองหลวงของฝรั่งเศส ที่นี่เราก็เคยเป็นเหยื่อมาแล้ว เป็นพวกคนดำ แถวๆ มิวเซียมดอร์เซ มือเบามากๆ รูดซิปล้วงกระเป๋าเราไปตั้งเมื่อไหร่ไม่รู้ มารู้ตัวตอนจะจ่ายเงินซื้อของ โอ้วมายก็อด ไม่มีเงิน จิตตกเลยค่ะ โดนเป็นครั้งแรกแถมไปเที่ยวคนเดียวด้วย ดีที่เก็บเงินไว้หลายแห่ง แล้ววันนั้นเป็นวันสุดท้ายของการเที่ยว เลยรอดกลับเมืองไทยได้
  6. ฟลอเรนซ์ อิตาลี (อ้าวสองเมืองเหมือนสเปน ติดอันดับแบบนี้ไม่น่าเลยเมืองสวยๆ อย่างนี้) เพิ่งกลับมาเมื่อเดือนที่แล้ว พออ่านคอลัมน์นี้ชักสงสัยที่มีคนแก่เดินมาคุยด้วยเนี่ย จะใช่พวกโจรมิจฉาชีพกับเค้ารึเปล่านะ แต่ตอนนั้นก็รอดปลอดภัยค่ะ
  7. อาร์เจนตินา
  8. อัมสเตอร์ดัม เนเธอร์แลนด์
  9. กรุงเอเธนส์ กรีก
  10. ฮานอย เวียดนาม

นอกจากเตือนให้ระวังแล้ว ยังแนะนำให้ว่าเวลาเที่ยวให้แยกเก็บเงินไว้หลายส่วน และแยกเก็บเอาไว้หลายๆ ที่ พวกนักล้วงเหล่านี้อาจเป็นเด็กหรือคนแก่ก็ได้ ระวังเทคนิคเบี่ยงเบนความสนใจ ทั้งทำของตก เดินชนใส่ ทำของหกรด หรืออะไรอีกมากมายที่ดูผิดปกติ

มาถึงตรงนี้เราถึงชักสงสัยคุณลุงที่มานั่งคุยที่ฟลอเรนซ์ไงคะ ว่าจะใช่รึเปล่าน๊าแต่ก็เอาเหอะรอดมาได้  จากประสบการณ์ถ้าโดนไปแล้ว ก็พยายามกลับมาตั้งต้นกันใหม่ หากมีเงินเก็บไว้หลายๆท่ี่ ก็ยิ่งดี พยายามลืมเรื่องร้าย แล้วเก็บไว้เป็นประสบการณ์ระวังตัวให้มากขึ้น แต่ก็อย่าลืมเก็บเกี่ยวความสุขจากการท่องเที่ยวนะคะ ไม่งั้นจะมีแต่ความขุ่นมัวกลับมา

(ที่มา : หนังสือแพรว)

Leaning Tower of Pisa : First Impression in Italy

pisa

นอกจากรองเท้าบู๊ท ของอิตาลี กรุงโรม ฟุตบอลกัลโช่แล้ว หอเอนแห่งเมืองปิซา เป็นเรื่องราวที่เราได้ยินชื่อเสียงมาแต่เด็กๆ  รูปภาพของหอเอียงๆแห่งนี้ กับเรื่องราวการค้นพบกฏของแรงโน้มถ่วง ทำให้เด็กนักเรียนหลายคน จดจำมันได้มากกว่าเรื่องราวของตึกสวยๆ ในเมืองไทย และนั่นอาจเป็นความใฝ่ฝันทำให้อยากมาเห็นด้วยตาตัวเองจริงๆ ซักครั้ง แม้จะไม่ได้มาหย่อนผลแอ็ปเปิ้ล และขนนกที่นี่ก็ตาม ดังนั้นเมืองปิซาจึงเป็นเมืองที่ต้องถูกบรรจุใส่ไว้ในแผนการเดินทางครั้งแรกในอิตาลี

ฉันเดินทางมาถึงโรมแต่เช้าตรู่พร้อมๆ กับสายการบินต่างๆจากแถบเอเชีย หลายไฟลท์ เช้านี้จึงเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวแถบแถวบ้านเราทั้งจีน ฟิลิปปินส์ รวมทั้งคนไทยอีกหลายคน ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง ก็มานั่งเตร็ดเตร่รอเพื่อนที่จะตามมาสมทบตอน 9 โมงเช้าอีก 2 คน การเดินทางในยุโรปและประเทศที่มีการพัฒนาแล้วอย่างนี้ เรื่องการเดินทางไม่เป็นปัญหา หากได้ศึกษามาอย่างดี เพราะต่อเครื่องบิน ขึ้นรถไฟ หรือขึ้นรถบัส ก็ทำได้ง่ายแม้เดินทางด้วยตนเอง

เริ่มต้นด้วยความเรื่อยเปื่อยไม่เร่งรีบ แต่สุดท้าย ก็ต้องลุ้นวิ่งขึ้นรถไฟ เพราะไฟล์ทของเพื่อนสาว 2 คน ดีเลย์นิดหน่อย ทำให้ 2 คนต้องรีบวิ่งมาขึ้นรถไฟ ซึ่งเป็นเที่ยวสุดท้าย ที่จะทำให้เราไปทันขึ้นรถไฟต่อไปฟิเรนเซ่ หรือฟลอเรนซ์ ที่ฉันจองไว้เที่ยว 11.30 จาก Roma Termini ไป Firenze การจองล่วงหน้าผ่านทางอินเตอร์เน็ต ประหยัดค่าจองไปได้คนละ 6 ยูโร (ส่วนลด 15%) แต่ถ้าจะทำให้เราไปไม่ทันนี่ ถึงขั้นจะต้องสูญเงินกันคนละ 36 ยูโรไปเลย ดังนั้นต้องรีบวิ่งค่ะ

จากสนามบิน เราเดินทางไป Roma Termini ด้วยรถไฟด่วน ลีโอนาร์โด ค่าตั๋ว 11 ยูโร ใช้เวลา 30 นาที เราก็มาถึง Roma Termini จากนั้น ก็รีบสาวเท้าลากกระเป๋า มองหาแพลทฟอร์มสำหรับรถไฟเที่ยวต่อไปของเราทันที สอบถามจากจนท.แล้ว ไกลกันพอดู ก็ต้องทั้งวิ่ง ทั้งลาก เนื่องจากรถไฟที่นี่ออกตรงเวลาค่ะ และเราต้องจองทีนั่ง ขึ้นรถไฟ ตามขบวนเวลาที่จองไว้ หากพลาดขบวนไป ก็คือพลาดไปเลย ไม่สามารถใช้ตั๋วขึ้นเที่ยวต่อไปได้ แต่พวกเราก็ทำเวลากันได้ดี ขึ้นรถไฟทันก่อนออกนิดเดียว

ฉันวางโปรแกรมวันแรกไว้ที่ เมืองปิซา ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเมือง Firenze เราเข้าไปเช็คอินที่ hostel Archi Rossi แล้วกลับมาขึ้นรถไฟต่อไป Pisa โดยลงที่สถานี Pisa Centrale งกๆ เงิ่นๆ กันอยู่ซักพัก ก็ตัดสินใจเดินไปหาหอเอนโดยที่ไม่มีแผนที่ใดๆ อยู่ในมือกันทั้งสามคน แต่คิดว่าถามทางไปเรื่อยๆ น่าจะเจอ เพราะที่นี่ไม่ใช่เมืองใหญ่ ซึ่งก็เป็นอย่างที่คาด แถมระหว่างทางยังได้ชมเมืองไปเรื่อยๆ เห็นอาคารบ้านเรือนของเมืองนี้แล้วน่าอิจฉา เพราะสวยงามทั้งสีสัน และวันอากาศดีอย่างนี้ แสงอาทิตย์ยิ่งช่วยให้เมืองดูอบอุ่น ตรอก ซอกซอยเล็กๆ ก็มีชีวิตชีวา ไปด้วยผู้คน ที่ออกมาเดินเล่น ขี่จักรยาน และ Scooter พาหนะยอดนิยมของคนอิตาลี ทั้งยังคึกคักไปด้วยนักท่องเที่ยวที่ดูแล้วเหมือนจะมากกว่าคนท้องถิ่นเอง ร้านอาหารริมทางจัดอย่างสวยงาม น่านั่ง แต่ราคาแสนแพง อย่างพวกเราที่หลงเข้าไปนั่งสั่งมาแค่ สปาเก็ตตี้ กับ เพเน่ น้ำ 2 ขวด โดนไปซะ 25 ยูโร  แพงไม่ว่า แต่ไม่อร่อย เลยต้องไปฝากท้องที่ร้านพิซซ่า ถัดไปอีกหน่อย ราคาไม่แพง (สำหรับที่นี่นะคะ) 2 ยูโร

หลังจากข้ามแม่น้ำอาร์โน (Arno) เดินไปอีกซักพัก ก็เห็นหอเอนอยู่ข้างหน้า เรารีบจ้ำเดินไปให้ถึงจุดหมายของวันนี้ ถึงแม้จะรู้มาบ้างแล้วว่า หอเอนมันไม่ได้ตั้งอยู่อย่างโดดๆ อย่างที่เคยเข้าใจมาตั้งแต่เด็กๆ แต่ก็ยังทำให้ฉันนึกยินดีที่ได้มาถึง และได้เห็นภาพมุมที่กว้างขึ้นของหอเอน เพราะดูโอโมของเมืองปิซาที่ อยู่เคียงข้างกัน ก็มีความงดงามไม่แพ้กับที่ใดๆ แถมมีรูปแบบและเอกลักษณ์ที่โดดเด่นอีกด้วย หอเอนนี้ถูกสร้างเพื่อเป็นหอระฆังของดูโอโม หรือกลุ่มโบสถ์แห่งเมืองปิซาแห่งนี้ ฉันเชื่อว่าถึงหอระฆังไม่เอน เอียงๆ อย่างที่เห็น ดูโอโมของเมืองปิซา ก็น่าจะสร้างชื่อเสียงให้ผู้คนมาเยือนเมืองนี้ได้ด้วยความงดงามของตัวเอง

Piazza del Duomo (“Cathedral Square) บริเวณนี้ประกอบด้วย 4 อาคารสำคัญ

  • Duomo หรือ โบสถ์ซานต้า มาเรีย อัสซุนต้า
  • หอระฆัง หรือ หอเอนที่มีชื่อเสียง Leaning Tower
  • Baptistery สถานที่ทำพิธีศีลจุ่ม ใหญ่ที่สุดในอิตาลี
  • Campo Santo   อาคารที่สร้างเป็นหลังสุดท้ายของกลุ่มวิหารแห่งนี้ สำหรับเป็นสุสานประจำเมือง

บนสนามหญ้าสีเขียว ตัดกับตัวตึกสีเขียวในวันอากาศดี สดใด ฉันและเพื่อนๆ แยกย้ายกันถ่ายรูปเก็บมุมโน้น มุมนี้กันอย่างสนุกสนาน โดยไม่รู้สึกถึงความเหน็ดเหนื่อยของการเดินทางกว่า 16 ชั่วโมงบนเครื่องบิน และรถไฟ บรรยากาศดีๆ ได้นั่งมองผู้คนที่มีความสุข ยืนยกมือ แอ็คชั่นถ่ายรูป ที่จะดันหอให้ตรงกันอย่างสนุกสนาน ซักพักเจ้าหน้าที่ก็มาเป่านกหวีดไล่ เพราะที่จริงบนสนามหญ้าเค้าไม่ให้เข้าไปย่ำกัน แต่คงห้ามได้ยาก เพราะใครๆ ก็อยากได้ภาพสวยๆ เท่ห์ๆคู่กับหอเอนแห่งนี้กันทั้งนั้น ความอิ่มใจที่ได้เห็นตึกสวยๆ และมาสัมผัสของจริงของภาพหอเอนที่เห็นแต่ในหนังสือ เหมือนหน้ากระดาษเก่าๆ ของหนังสือประวัติศาสตร์เล่มนั้น มันมีมิติขึ้นมา  ฉันไม่ได้ขึ้นไปบนหอเอน เพราะพรุ่งนี้จะไปขึ้นบนโดมของดูโอโมแห่งเมืองฟิเรนเซ่ มาเที่ยวเมืองที่ค่าครองชีพสูงๆขนาดโค้กขนาด 12 บาทบ้านเรา แต่ที่นี่ขวดละ 100 บาท ก็ต้องประหยัดกันหน่อยค่ะ ไม่งั้นวันหลังๆ อาจต้องกินแกลบแทน

ไปรอบนี้ไม่ได้เอากล้องถ่ายรูปประจำตัวไป แต่ไปลองกล้องวีดีโอตัวใหม่ ยังมือใหม่มากๆ กลับมานั่งดูแล้วมันส่ายไป ส่ายมา เวียนหัวมากๆ แต่ก็พยายามปะติดปะต่อ เรืองราว กล้องวีดีโอก็ดีนะคะ ได้อีกอารมณ์นึง เห็นเรื่องราว ความเคลื่อนไหว แต่สีจืดจัง ไม่งามเหมือนของจริง ยังไงจะพยายามปรับปรุงให้ดีขึ้นในทริปต่อไปค่ะ เดี๋ยวพรุ่งนี้พวกเราไปเที่ยวในเมืองฟิเรนเซ่กันแล้ว ได้ขึ้นไปบนโดมชมเมืองสวยๆ ในมุมสูงของฟิเรนเซ่อย่างที่ตั้งใจ  และก็เป็นวันสุดท้ายของเราในอิตาลีด้วย เพราะเกิดเรื่องคาดไม่ถึง ทำให้ต้องรีบกลับเมืองไทยโดยด่วน แล้วจะเล่าให้ฟังต่อนะคะ