29/4/2006 Bangkok-Delhi

ทริป Kashmir ครั้งนี้เราเดินทางไปกับ TKT ซึ่งเป็นทริปบุกเบิกของเค้า โดยมีเพื่อนร่วมทางรวมทั้งไกด์ไทย เป็น 10 คนทั้งหมดเป็นผู้หญิงล้วนๆ โดยไกด์ไทยคือน้องรุ่ง เพื่อนร่วมทริปมี ฝน นะ แข หมู นะ เจี๊ยบ พี่จุ๋ม และนก บางคนก็มาคู่ บางคนก็มาเดี่ยว แต่ดูเหมือนจะเดี่ยวซะมากกว่า พวกเราออกเดินทางจากกทม.โดยสายการบินอินเดียนแอร์ไลน์ ไฟลท์ IC854 เวลาตามกำหนด 13.00 น.แต่เครื่องดีเลย์ไปเป็นเวลา 14.00 น.ถึงเดลี สนามบินอินทิรา คานธี เวลา 6โมงเย็น อุณหภูมิที่นี่ประมาณ 45 องศาเซลเซียส อากาศร้อนมากๆ แบบอบเหมือนอยู่ในตู้อบ ฝุ่นก็เยอะ

ส่วนที่เรานั่งรถผ่านมีการก่อสร้างอยู่ทั่วไป แต่ไม่ใช่ตึกที่ทันสมัย ไกด์ท้องถิ่นที่มารับชื่อ Javed หรือ Jack ถึงที่พักชื่อ Siana International อยู่ในย่าน Pahargan (คล้ายๆถนนข้าวสารของไทย) ตอน 19.30 น. จากนั้นออกไปเดินเล่น แลกเงิน ที่นี่ฝุ่นเยอะมากๆ ร้อนสุดๆ ไกด์บอกว่าตอนนี้ยังไม่ร้อนที่สุด ประมาณเดือน June , July จะร้อนกว่านี้ ร้อนที่สุดประมาณ 55 องศา ระหว่างทางที่เดินบางช่วงไฟดับ ทำให้ร้านต้องเปิดเครื่องปั่นไฟ ซึ่งวางอยู่หน้าร้อน ทำให้เหม็นกลิ่นเครื่องปั่นไฟ มากขึ้น สมกับที่ไกด์บอกเราว่า Delhi มี3 อย่างที่เป็นสุดๆ คือ Pollution,Corruption และ

Population พวกเราแลกเงินได้อัตรา 1 us=44 รูปี แต่เราผ่านบางร้านให้มากกว่าอีก ประมาณ 45 รูปี ดังนั้น 1 รูปี=.86 บาท
วันนี้เราได้กินอาหารเย็นตอน 3 ทุ่ม เป็นอาหารอินเดีย อย่าง ไก่แทนดูรี เป็นไก่หมักเครื่องเทศเน้นพวกกระหรี่ย่าง .นาน-เป็นแป้งแผ่นๆ นำมาปิ้งกับไฟ, ดาล-แกงถั่วรสชาดเลี่ยนๆ ใสเครื่องเทศแบบอินเดียเข้มข้น และมีลัซซี่ เป็นเครื่องดื่ม(โยเกิร์ต)


30/4/2006 Delhi

วันนี้เรากินอาหารเช้ากันที่ร้าน VATIKA เป็นร้านเดียวกับที่กินอาหารเย็นเมื่อวานนี้ เป็นประเภท ขนมปังปิ้ง ไข่ดาว จากนั้นออกเดินทางเที่ยวในเมือง Delhi กัน จากเดิมวางแผนกับ Javed ว่าเราจะไปเกือบ 10 ที่ในวันเดียว ซึ่งฉันเห็นว่าเป็นไปไม่ได้แน่ๆ น่าจะตัดออกและไปเฉพาะที่สำคัญจริงๆ แต่เนื่องจากเป็นทริปแรก เราก็ต้องเลยตามเลย เพราะไม่มีใครรู้ดีว่าควรไปไหน และอะไรสำคัญ เนื่องจากทุกอย่างดูจะสำคัญไปหมด จากนั้นพวกเราก็ออกเดินทางโดยแยกรถเป็น 2 คัน แบ่งไปคันละ 6 คน เริ่มต้นที่
Birla Mandir / Laxmi Narayan Temple — รู้จักกันในชื่อ Lakshmi Narayan Temple ตั้งอยู่ที่บริเวณ Central Delhi (Mandir Marg) วัดสร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้แก่พระนางลักษมี และพระนารายณ์ สร้างขึ้นปี 1938 โดย Raja Baldev Das Birla และเริ่มเปิดใช้โดย Mahatma Gandhi วัดมีรูปแบบสไตล์ Orissan style มีตัวแทนของเทพเจ้าต่างๆมากมายอยู่ในวัดเพื่อให้ประชาชนเข้ามาเคารพบูชา
Gurdwara Bangla Sahib
เป็นวัดในศาสนาซิกข์ ตั้งอยู่ที่ Baba Kharak Singh Marg นับเป็นจุดรวมประชาชนที่นับถือศานาซิกข์ที่ใหญ่แห่งหนึ่งในอินเดีย ภายในวัดจะมีการทำอาหารเพื่อแจกฟรีให้กับผู้ที่เข้ามาทำบุญ มีสระน้ำที่ให้ประชาชนเข้ามาอาบเนื่องจากเชื่อว่ามีความศักดิ์สิทธ์สามารถรักษาโรคได้ เดิมวัดนี้เป็นที่พักของ Raja Jai Singh ผู้ซึ่งเป็นผู้นำทางทหารคนสำคัญในสมัยกษัตริย์ออรังเซป ต่อมาได้ให้ความช่วยเหลือ Guru Sri Harkishan ซึ่งถูกใส่ร้ายจากพื่ชาย Baba Ram Rai และในระหว่างที่พักที่ Delhi นี้ ท่านได้ให้ความช่วยเหลือประชาชน รักษาผู้คนจนมีชื่อเสียงไปทั่วเมือง
Paliament– บริเวณรัฐสภาเราไม่ได้แวะลงไปชม เพียงแต่ขับรถผ่านแต่มองเห็นฝุ่นที่ปกคลุมอยู่อย่างชัดเจน ตอนแรกฉันคิดว่าเป็นหมอกซะอีก ลักษณะเป็นแบบสไตล์อังกฤษ กลุ่มอาคารตั้งอยู่บนเนินทำให้สง่างาม และน่าเกรงขาม
India Gate— คล้ายๆ ประตูชัยที่ปารีส สูง 42 เมตร สร้างขึ้นเพื่อระลึกถืงทหารอินเดียที่เสียชีวิตในสงครามโลกครั้งที่ 1 พื้นที่รอบๆ ประตูอินเดียเป็นสวนสาธารณะ ลานพักผ่อนขนาดใหญ่ สำหรับมาปิคนิค เล่นน้ำ เล่นคริกเก็ต (กีฬายอดนิยมของที่นี่ เห็นได้ทั่วไป ไม่ต่างจากเห็นเด็กเล่นฟุตบอลในบ้านเรา)

Humayun’s Tomb

ภายในจัดสวนแบบสไตล์โมกุล ทั้งสวน ดอกไม้ และการใช้น้ำเพื่อประดับถือเป็นอาคารและสวนสไตล์โมกุลแห่งแรกในอินเดีย สร้างโดย Haji Begum ในปี 1565 ด้วยหินทรายสีแดง เป็นอาคารทีมีการประดับตกแต่งอย่างหรูหรา เป็นต้น

แบบให้กับการสร้าง Taj Mahal ออกแบบโดยสถาปนิกชาวเปอร์เซีย ชื่อMirza Ghyas Humayun’s Tomb ตั้งอยู่ภายในสวนล้อมรอบด้วยกำแพงสูง มีทางเข้าอยู่สองทางคือด้านทิศใต้และทิศตะวันตก เป็นหลุมศพของกษัตริย์หุมายัน พ่อของอัคบาร์มหาราช โดยความประสงค์ของมเหสีหะมิดา

Jama Masjid — เริ่มสร้างในปี 1650 โดยจักรพรรดิ Shah Jahan เพื่อเสริมให้สมบูรณ์เข้ากับ the Red Fort ใช้คนงานกว่า 5000 คนในเวลา 6 ปีจนสามารถสร้างเสร็จสมบูรณ์ในสมัยออรังเซบเป็นมัสยิดที่ใหญ่ที่สุดในอินเดีย ทุกวันศุกร์จักรพรรดิ์และบุคคลข้าราชการชั้นสูงจะเข้าไปทำพิธีในนี้ การเข้าไปใน Jama Masjid จะต้องเสียเงินถ้าเอากล้องเข้าไป เราสามารถมองเห็นวิวรอบๆบริเวณนั้นได้ จากการขึ้นไปบนยอดซึ่งขึ้นบันไดสูง 122 ขั้นเป็นบันไดแคบๆ เล็กๆ (เสียเงินค่าขึ้นเพิ่มอีกนิดหน่อยประมาณ 30 รูปี)

Red Fort or Lal Quila
(Son-et-lumiere show) — ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับ Jama Masjid
น่าเสียดายที่พวกเราไม่ได้เข้า Red Fort เพราะอย่างที่คาดการณ์ไว้แล้วตั้งแต่ต้นว่าเวลาไม่น่าจะพอ ซึ่งก็ไม่พอจริงๆ เพราะพวกเราต้องรีบกลับโรงแรมเพื่อไปอาบน้ำ เนื่องจากอากาศที่ร้อนอบอ้าว แล้วรีบเช็คเอ้าท์ออกจากโรงแรมก่อน 5 โมงเย็น เพราะต้องไปขึ้นรถบัสไปจัมมูตอน 6 โมงเย็น พวกเรา 10 คนใช้เวลาอาบน้ำกันอย่างรวดเร็วในห้องน้ำเพียงห้องเดียวที่เหลือไว้ เฉลี่ยคนละ 5 นาที แล้วทุกคนก็พร้อมออกเดินทางขึ้นรถเพื่อไปรอรถบัส ซึ่งเป็นรถบัสปรับอากาศ เหมือนรถทัวร์บ้านเราที่วิ่งทางไกล มีที่พักพิงนอนได้สบายๆ
เมื่อถึงจุดรอขึ้นรถ รอประมาณ 30 นาที ระหว่างรอก็มีผู้โดยสารบางคนมารอที่จุดขึ้นรถพร้อมกับเราหลายคน รวมทั้งหนุ่มเสื้อเหลืองที่ไม่น่าเชื่อว่าเค้าจะเป็นคนสำคัญของพวกเราทุกคน ในเวลาต่อมาไม่อย่างนั้นพวกเราทุกคนคงไปไม่ถึงจัมมูเป็นแน่
เมื่อรถมาถึงพวกเราเอาของขึ้นรถ ไว้ตรงที่เก็บของใต้ท้องรถ โดยแขเพื่อนคนนึงในกลุ่มได้ถามแล้วว่าต้องติด tag กระเป๋าหรือเปล่า ไกด์ของเรา Javed และคนขับรถบัส ก็บอกว่าไม่ต้องให้รีบเอาของขึ้นและขึ้นรถ เพราะพวกเรามีตั๋วถูกต้องไม่มีปัญหา
แต่แล้วปัญหาก็เกิดขึ้นจนได้เมื่อรถบัสขับมาได้ระยะนึง ก็จอดเพื่อให้คนลง เหมือนกับเป็นจุดขึ้นรถอีกจุดนึงของเค้า ส่วนพวกเราก็นั่งคอยบนรถ เพราะระหว่างนั้นก็มีผู้โดยสารขึ้นมาด้วย บางคนก็ลงเหมือนกับว่าถึงจุดปลายทาง บางส่วนก็ลงเพื่อไปเปลี่ยนเป็นรถอีกคนที่จอดอยู่ในซอยข้างๆ ระหว่างนั้นฉันและพี่จุ๋ม ซึ่งนั่งอยู่ข้างหน้าต่างก็เห็น

เด็กรถเอากระเป๋าเดินทางของพวกเราทุกคนลงจากรถ ทีแรกก็คิดว่าเอาลงเพื่อจะเอากระเป๋าของคนอื่นซึ่งอยู่ข้างในออกมา แต่ฉันก็เห็นเค้าเอาลงทุกใบจนน่าแปลกใจ จึงได้หันไปบอกรุ่งซึ่งนั่ง
อยู่ข้างๆ ว่ามันแปลกเกินไป เอากระเป๋าพวกเราลงหมดเลย รุ่งรีบลงไปเคลียร์ ปรากฎว่าเด็กรถคนนั้นไม่สนใจ ทำเป็นพูดไม่รู้เรื่อง ฟังภาษาอังกฤษไม่ออก รุ่งจึงไปถามคนแถวๆนั้น ซึ่งผู้โดยสารบางคนเค้าก้อดูเป็นห่วงเราดี แต่เค้าก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น และไม่รู้จะช่วยยังงัย บางคนก็แค่มองๆ เฉยๆ เหมือนไม่ใช่เรื่องของเค้า พอดีว่าเราเห็นหนุ่มเสื้อเหลืองคนนั้นเค้าขึ้นรถมาพร้อมกับเรา เค้าน่าจะรู้และคุยกันได้ ซึ่งเค้าก็ช่วยเราเต็มที่ ไปคุยทั้งคนขับ ไอ้คนที่เราเจอที่แรกตอนขึ้นรถ แต่ตอนนี้ไหงมันทำเป็นไม่สนใจ จำไม่ได้ ความจำเสื่อมไปเลย แถมยังขึ้นไปขับรถ เหมือนจะขับหนีพวกเราอีก แต่พวกเราไม่ยอม พี่เสื้อเหลืองคนนั้นก็ช่วยเจรจาถามให้ แกก้อไม่สามารถให้คำตอบได้ว่าเพราะอะไร เหมือนกับว่ากระเป๋าเราไม่ได้เขียนเลขที่ตั๋ว ที่นั่งไว้จึงต้องเอาลง เป็นซะงั้น ตอนหลังเด็กรถบอกว่าขอค่าขนกระเป๋า และเขียนเลขที่ตั๋วที่กระเป๋าใบละ 5 รูปี 12 ใบก็ 60 รูปี (ประมาณ 55 บาท) แค่นี้เองพวกเราก็ยอมอยู่แล้ว บอกมาแต่แรกก็หมดเรื่อง แต่เรื่องการ identify กระเป๋าเนี่ยเกือบทำเรื่องให้พวกเราอีกเหมือนกันในวันกลับ เรื่องนี้เป็นข้อคิดที่ดีสำหรับใครที่เดินทางมาอินเดียควรให้ความสำคัญกับสัมภาระของตนเองและเช็คกับพนักงานให้แน่นอน เพื่อที่จะไม่เกิดปัญหาอะไรที่ไม่คาดฝันได้
หลังจากนั้นรถก็ออก มีคนมาตรวจตั๋ว คราวนี้แหละจำพวกเราได้ แหมทั้งคันพวกเราผู้หญิงไทย 10 คน เนี่ยถือว่าแปลกที่สุดแล้วบนรถ มันต้องจำได้ ทำเป็นจำไม่ได้ แต่ปรากฎว่ามีเรื่องกับหนุ่มเสื้อเหลืองของเราขึ้นจนได้ ปรากฎว่าเค้าขึ้นรถผิด ต้องลงจากรถไปก่อนเวลาอันควร ความจริงแล้วเค้าต้องลงเพื่อเปลี่ยนรถตรงที่พวกเราเกิดปัญหา ขนาดเป็นคนอินเดียยังไม่เข้าใจระบบการทำงาน การเดินทางขึ้นรถบัสของเค้าเลย ว่าต้องลงตรงไหน ขึ้นรถตรงไหน เปลี่ยนรถหรือเปล่า แล้วเราคนไทยที่ไปเนี่ยต้องทำความเข้าใจ สอบถามตอนซื้อตั๋วให้แน่ๆ ไม่งั้นเป็นเรื่องแน่นอน ทำให้พวกเราก็เลยต้องจากหนุ่มน้อยเสื้อเหลืองคนนั้นเพียงเท่านี้ แต่ที่รู้จากรุ่งเค้าเป็นคนแคชเมียร์ จะไปลงที่จัมมูแล้วต่อไปศรีนากาเหมือนกัน รุ่งได้เบอร์โทร มาด้วย หวังว่ารุ่งคงได้มีโอกาสติดต่อภายหลังเพื่อขอบคุณเค้าด้วยนะจ๊ะ
หลังจากเรื่องนี้แล้วเส้นทางของพวกเราในการเดินทางมาจัมมูก็ราบรื่น แต่ก็ไม่รู้เพราะเรื่องนี้รึเปล่าทำให้ฉันไม่ค่อยไว้ใจคนอินเดียเลย ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้รู้สึกเฉย ได้ยินเพื่อนๆในทริปพูดบ้าง อ่านหนังสือมาบ้าง แต่คิดว่าคงไม่มีอะไร แต่ฉันว่าเรื่องขนกระเป๋าลงนี่มันหาเหตุผลเอาไม่ได้ซะเลย

คืนนี้พวกเรานอนกันบนรถ เพราะรถบัสใช้เวลาเดินทางประมาณ 12-13 ชั่วโมงไปถึงจัมมูตอนเช้า


1/05/2006 Jummu-Pahalgam

จากอากาศที่ร้อนอบอ้าวในเดลี ฉันเตรียมตัวหนาวในจัมมู ปรากฎว่าบนรถหนาวที่สุด เมื่อมาถึงจัมมูอากาศสบายๆ ไม่หนาวอย่างที่คิด ระหว่างทางตอนเช้าได้เห็นบรรยากาศทั่วๆไป ของชาวบ้านในจัมมู โดยเฉพาะเมื่อมองออกไปนอกหน้าต่างฉันเห็นเด็กมานั่งทุ่งตอนเช้า ก็ไม่แปลกใจเพราะก็เหมือนบ้านเรา แต่เมื่อมองจริงๆ ทั้งทุ่งมีแต่คนเต็มไปหมด ออกมานั่งทุ่งกันซักหกโมงครึ่งพวกเราถึงจัมมู แล้วต่อรถจิ๊ปไป pahalgam ต่อโดยมีไกด์ชื่อมุสตาฟามารับพร้อมรถ 2 คันเราแยกนั่งกันไปคันละ 5-6 คน รถคันที่เรานั่งคนขับรถชื่อ เชาเกต ได้รับแจ้งว่าน่าจะถึง pahalgam กันประมาณบ่าย 3โมง ระยะทางประมาณ 300 กม. แต่เป็นทางขึ้นเขา ทางโค้งตลอดสายลดเลี้ยว ทั้งการขับรถที่นี่ก็ดุเดือด บีบแตรกันสนั่นหวั่นไหว เพราะจะต้องปีบเตือนตรงทางโค้ง เวลาแซง ทั้ง

เวลาด่ากันก็บีบแตร ให้ทางก็บีบแตร
รถก็ไม่ได้ติดแอร์ ระหว่างทางจนมาถึงหูแทบดับกันไปข้าง ต้องลุ้นตลอดเวลา สมกับที่ท้ายรถทุกคันเขียน Horn Please เรียกว่ารถที่นี่ถ้าแตรเสียถึงขั้นขับไม่ได้ ระหว่างทางที่เราผ่านมีทิวทัศน์สวยงาม ผ่านหมู่บ้านหลายแห่ง และเต็มไปด้วยทหารตลอดเส้นทางเนื่องจากยังถือเป็นจุดที่ปัญหากันระหว่าง ปากีสถานกับอินเดีย บนเส้นทางนี้นอกจากรถซึ่งวิ่งกันตลอดสายแล้วยังต้องเผื่อแผ่ให้กับม้า วัว และบรรดายิปซี ซึ่งทราบมาว่ากำลังเดินทางกลับบ้านหลังจากออกจากบ้านมาหลายเดือนเพราะกำลังเข้าสู่หน้าร้อน โดยปกติพวกยิปซีจะทิ้งบ้านเรือนไปในช่วงหน้าหนาวและกลับบ้านในหน้าร้อน โดยอพยพออกไปกันทั้งครอบครัว ทั้งวัว แพะ และแกะ
พวกเราแวะกินอาหารเช้าและอาหารกลาง

วันระหว่างเส้นทางนี้ ได้เห็นวิธีการกิน
อาหารโดยใช้มือของชาวบ้าน แต่พวกเรายังไม่กล้าพอเลยขอต้องขอช้อน อาหารอินเดียที่เรากินกันวันนี้รสชาดจัด เผ็ดดี แต่ไม่พ้นแกงกระหรี่ไก่ กับดาล และผัดผักแบบอินเดีย
เส้นทางที่เชื่อมต่อระหว่าง Jummu และ Kashmier จะต้องผ่านอุโมงค์ยาวประมาณ 3 กม.ชื่อ Jawahar Tunnel พอพ้นปากอุโมงค์ก็ถือว่าเข้าเขต Kashmir แล้ว
เข้าใกล้ Pahalgam เราได้เห็นภูเขาซึ่งยังปกคลุมด้วยหิมะบนยอดเขา อากาศเย็นขึ้น พวกเราถึงที่พักประมาณ 1 ทุ่ม ชื่อ white house hotel สถานที่เป็นส่วนตัวด้านหน้าโรงแรมมีแม่น้ำไหลผ่าน (คาดว่าจะเป็น แม่น้ำ Lidder)


2/05/2006 Pahalgam-Kulmarg

ก่อนมาที่นี่ฉันไม่รู้จักแคชเมียร์มากนักรู้แต่ว่า แคชเมียร์ วิวสวย ก็เลยค้นหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตบ้างเผื่อเป็นความรู้สำหรับมาเที่ยวกับ TKT เพราะฉันรู้ว่า TKT เค้าไม่มีไกด์ที่คอยให้รายละเอียดอะไรกับเรา เพียงแค่นำเราไปเที่ยว อยากรู้อะไรต้องหามาเอง แล้วการที่ได้หาข้อมูลเองทำให้ได้เห็นรูปจากในเว็บ ทำให้ยิ่งกระตุ้นความรู้สึกอยากมาทันที เพราะภาพที่เห็นเป็นภาพที่เราเคยฝันว่าอยากจะมาสัมผัสธรรมชาติแบบนี้ซักครั้งในชีวิต มันเหมือนกับภาพที่เห็นชาวยิปซีนั่งพักอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ ที่มีภูเขาหิมะโอบล้อม และบริเวณใกล้ๆ เป็นทุ่งหญ้าเขียวขึ้นอยู่รอบๆ สดชื่น และปล่อยให้เวลามันผ่านไปเรื่อยๆ ระหว่างที่นั่งรถขึ้นมาที่ Pahalgam ฉันเริ่มรู้สึกว่าภาพในฝันของฉันนี้จะเห็นได้ที่ Pahalgam หลังจากได้ข้อมูลของ Kashmir ว่าที่เราจะไปมีที่ไหนบ้าง ทำให้ฉันค่อนข้างคาดหวังกับที่นี่มากทีเดียวว่าต้องสวยอย่างที่คิด
ตอนเช้าเมื่อตื่นขึ้นมาได้ยินเสียงน้ำจากแม่น้ำหน้าโรงแรมที่เรานอน ก็สดชื่นแล้ว
เกิดมาตั้งนานจนวันนี้เพิ่งรู้ตัวว่าฉันหน้าเหมือนแขกก็ที่นี่แหละ มีคนทักว่าเราหน้าเหมือนแขก เหมือนผู้หญิงที่นี่ ทำให้นึกถึงโต ที่เราว่ามันทุกวันว่ามันเหมือนแขกไม่น่ามาเป็นพี่น้องกับเรา แถมเพื่อนๆในทริปยังช่วยยืนยันอีกว่าใช่ เลยต้องรีบไปส่องกระจก มันเหมือนตรงไหนหว่า

วันนี้เรามีโปรแกรมขี่ม้าขึ้นเขากัน ในที่สุดความฝันอย่างนึงในชีวิตว่าจะได้ขี่ม้าก็เป็นจริงที่นี่ ทางขึ้นเขาค่อนข้างชันต้องผ่านป่าสน การขี่ม้าขึ้นไปจะสะดวกกว่าการเดินขึ้นไป เราขึ้นไปถึงจุดที่คาดว่าจะเรียกว่า Chandanwari หรือ Sheshnag ไม่ค่อยแน่ใจนัก เป็นทุ่งกว้างมีนักท่องเที่ยว มาปิคนิดทานอาหารกันบนนี้
บริเวณนี้เป็นบริเวณที่ใช้ถ่ายหนังกันบ่อยๆ เนื่องด้วยความสวยงามของธรรมชาติ ที่เป็นทุ่งกว้างและมีเขาโอบล้อมอยู่ไกลๆ บริเวณรอบๆขอบจะเป็นที่พักของพวกยิปซี ซึ่งทำจากดินเหนียว
จาก Pahalgam พวกเราเดินทางต่อไป Gulmarg ระหว่างทางฉันเริ่มคิดว่าต้องเอาข้อมูลที่เตรียมไว้มาดูควบคู่กับการเที่ยวครั้งนี้ซะแล้ว เพราะจะเห็นว่าถึงแม้การเที่ยวจะเป็นแบบชมธรรมชาติ แต่ฉันแทบจะไม่รู้เอาซะเลยว่าแต่ละที่ที่เราหยุดดูกันนั้นมีชื่อสถานที่อะไรบ้าง เพราะไกด์ของเรานายมุสตาฟา ทำตัวไม่สมเป็นไกด์เอาซะเลย ทั้งที่เราคาดไว้แล้วว่าต้องเตรียมข้อมูลมาเอง แต่นี่แย่ซะยิ่งกว่าที่คิด ไม่พูดไม่จา ไม่แนะนำตัว ไม่รู้มาเป็นไกด์ได้งัย
ระหว่างทาง ไป Gulmarg ผ่าน Mustard Fields ป่าสนริมทาง ชมชีวิตชาวเมืองนับว่าเป็นความสุขใจอย่างนึงกับการนั่งรถจิ๊ปเพื่อไปยังจุดหมาย เพราะบางทีจุดหมายถึงแม้ไม่สวยเท่าที่คิด แต่สิ่งที่เห็นระหว่างทางก็ทำให้เราสุขใจ เพิ่มพูนประสบการณ์

ได้ยิ่งกว่าที่คาด เส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่มุ่งสู่ชายแดนปากีสถาน ทำให้เห็นทหารยืนคุมหนาแน่นกว่าทุกจุด
ถนนสาย NH-1A ที่เราวิ่งคาดว่าน่าจะสร้างโดยองค์การสหประชาชาติ ใช้ชื่อว่า Project Beacon เป็นโครงการที่สร้างถนนตามขอบชายแดนในเขต Jummu-Kashmier แต่บางช่วงถนนจะไม่ค่อยดีน่าจะเพราะไม่มีงบในการสร้างถนนเหมือนถนนสายหลัก
พวกเรามาถึงเขต Gulmarg ประมาณ 6 โมงเย็น อากาศที่นี่หนาวที่สุดสำหรับทริปนี้เพราะ Gulmarg อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลถึง 2650 เมตร รถที่ขึ้นมาถึงด้านบนต้องเป็นรถที่มีสมรรถนะสูง เพราะทางขึ้นค่อนข้างชัน แคบและวกวน สองข้างทางเต็มไปด้วยป่าสนซีดาร์
คืนนี้เราพักกันที่รร. Kingsley ด้านหลังมีทิวเขาใหญ่ที่เราจะขึ้นcable car ไปเล่นสกี sledge กันในวันพรุ่งนี้ สำหรับที่พักที่นี่ไม่น่าประทับใจ แถมมีเรื่องสยิวเล็กน้อยกับฉันเพราะตอนอาบน้ำมีคนมาเคาะประตูและพยายามเปิดเข้ามาแต่โชคดีที่เราลงกลอนไว้หนาแน่น แถมโรงแรมนี้ยังไม่มี hot bag ไว้นอนกอดเหมือนที่ white house เมื่อวานนี้ด้วย คืนนี้ก็เลยหนาวสุดๆ สำหรับฉัน


3/05/2006 Gulmarg-Srinagar

โปรแกรมวันนี้ พวกเราจะได้นั่งเคเบิลคาร์ (Gulmarg Gondola Cable Car) กันเพื่อไปเล่นสกี ชมSeven Springs และชมวิวบนเขาที่เราเห็นกันเมื่อวานนี้ อากาศที่นี่ค่อนข้างหนาว เนื่องจากอยู่ใกล้ยอดเขาที่ยังมีหิมะปกคลุม
แต่ตอนเช้าก่อนขึ้นเขาพวกเรามีถกปัญหากับคุณมุสตาฟา ไกด์ของเราเกี่ยวกับโปรแกรมวันนี้ ทราบว่าจะมี ไกด์ท้องถิ่นมากับเราด้วย เพื่อช่วยนำทางและอธิบายสถานที่ต่างๆ ของที่นี่ ก่อนขึ้นเขาโดนมุสตาฟาบ่นเล็กน้อยว่าข้อมูลที่เรานำมา wrong info. จริงๆ เราว่ามันไม่ขนาดนั้นหรอก แค่ข้อมูลอาจล้าสมัย ในเรื่องเบอร์โทรศัพท์ของแต่ละสถานที่ก็แค่นั้น ไม่รู้แกจะบ่นทำไม ไม่เข้าใจ
พวกเราออกจากโรงแรมตอน 9 โมงเช้าและเดินประมาณ 1 กม.เพื่อไปขึ้น Cable Car โดยมี รุ่งกะนะ 2 คนที่ขี่ม้าไป แต่ว่าฉันยังไม่หายระบมจากการขี่ม้าเมื่อวาน เลยต้องขอบาย เดินเอาก็แล้วกัน กลัวก้นจะช้ำไปมากกว่านี้ ที่สำคัญการเดินบนทางเรียบๆ เป็นถนนมีรถวิ่ง เดินง่าย อากาศดี ได้สูดอากาศบริสุทธิ์อย่างนี้ ฉันว่าเดินดีกว่านะ แถมไม่ต้องเสียอีก 300 รูปีด้วยCable Car ที่จะขึ้นไปมี 2 ขั้น ขั้นแรกไม่สูงมากเรียกว่า ขึ้นไปที่ชั้น Kongdori หรือ Seven Springs มีนักท่องเที่ยวขึ้นไปกันเยอะ เหมาะสำหรับนักสกีมือใหม่ และได้ชมทิวทัศน์บนเขา แค่ระดับชั้นนี้ ถ้าอากาศดีๆ ไม่มีเมฆมาก มีโอกาศได้เห็นยอด K2 ด้วยแต่วันที่เราขึ้นไป ได้เห็นยอด Nanga Parbat ซึ่งเป็น 1 ในยอดเขาสูงติดอันดับที่มีชื่อเสียง ยอดนึง อีกด้านของยอดนี้จะเป็นเส้นทางในฝันของฉันที่อยากไปสัมผัส คือ คาราโครัม ส่วนที่อยู่ตรงกลางระหว่างคาราโครัม กับ Gulmarg ก็คือเลห์ ลาดัก ส่วนอีกด้านของยอดเขาบน Gulmarg ถ้าข้ามไปจะเป็นเขตแดน ปากีสถาน
Kongdori หรือ Seven Springs ตามข้อมูลที่ได้จากไกด์ทั้งคู่คือเป็นบริเวณที่มีน้ำออกมา 7 ช่อง (คงคล้ายๆตาน้ำ) เพราะตอนที่เราไปดูน้ำขุ่นมากมองไม่เห็น

ดที่น้ำออกมา ส่วนมุสตาฟาบอกว่าถ้าโดนแสงอาทิตย์ จะสะท้อนออกมาเป็น 7 สี (ว่าเข้าไปนั่น) แต่ฉันก็ไม่เห็นมันจะเป็น 7 สียังงั้น เค้าบอกว่าเพราะน้ำมันขุ่นเลยมองไม่เห็น ฉันเห็นคนอินเดียมารอดื่มน้ำที่ไหลออกมาจากท่อที่เค้าทำไว้ให้น้ำไหลตรงบริเวณนั้นด้วย คงเพราะถือว่าน้ำนี้มีความศักดิ์สิทธ์มั้ง
เพื่อนเรา 3 คนคือฝน แข และพี่จุ๋ม ตกลงเล่นสกี ที่นี่ค่าเล่นสกีไม่แพงประมาณ 250 รูปี (ไม่รวมทิป) ไม่จำเป็นต้องมีอุปกรณ์ เอาของคนฝึกได้เลย
ส่วนที่เหลือรวมทั้งฉันเดินเล่น รอขึ้นไปบนยอด Apharwat เพราะอยากเห็นยอดข้างบนที่หิมะจะหนาแน่นกว่า สโลปชันกว่า การขึ้นไปบนยอด Apharwat ต้องลงชื่อก่อนขึ้น และเสียค่าขึ้น 500 รูปี ฉันเห็นว่าถ้ามาถึงที่นี่แล้วถ้าเค้าเปิดให้ขึ้นได้ควรขึ้นจ้ะ เนื่องจากข้างบนสวยกว่ามากๆ แต่อากาศก็เย็นตามไปด้วย ที่สำคัญไม่ควรลืมเอาแว่นกันแดดไป เพราะความขาวของหิมะที่สะท้อนแดดเข้าตาเราทำให้แสบตามาก
หลังจากกลับมา ฉันรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้เล่นสกี ทั้งที่มันถูกมาก เสียดายที่ไม่ได้ลองอะไรใหม่ๆ ได้แต่หวังว่าจะได้กลับมาเล่นสกีอีกครั้ง อาจเป็นที่นี่ หรือที่ใดที่หนึ่งก็ได้ มันคงจะเป็นประสบการณ์ที่น่าสนใจไม่น้อย
แต่วันนี้ฉันก็ได้รู้จักสถานที่ที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลกการเดินบนหิมะเป็นไปด้วยความยากลำบาก ฉันไม่ได้เตรียมรองเท้าสำหรับเดินบนหิมะ ก็เลยหกล้มหกลุก ด้วยความลื่น   ต้องอาศัยเพื่อนๆ กะไกด์ช่วยลาก
เพื่อเดินขึ้นไปสูงๆหน่อย บนยอด Apharwat นี้มีจุดตรวจที่มีทหารเฝ้าด้วยความที่เป็นเขตชายแดน ขนาดตรงที่ฉันนั่งอยู่ก็เห็นผู้ชายคนนึงนั่งอยู่ ตอนแรกก็ยังคิดว่านั่งชมวิว ตอนหลังถึงได้รู้ว่าเค้าเป็นทหารคอยเฝ้าที่นี่ โอ้โห ขนาดอากาศเย็นจนฉันนั่งตัวสั่นแต่แกนั่งเฉย ก็เลยขอถ่ายรูปเป็นที่ระลึกซะเลย

ระหว่างที่เราเดินเล่นชมวิว จะมีคนมาชนเล่น sledge สนนราคาก็ 250 รูปีต่อการเล่น 1 รอบ ฉันว่ามันไม่ค่อยเร้าใจเพราะเราแค่นั่งเกาะหลังเค้าไปถ้าไปไถลไปเองคงสนุกกว่านี้ แต่ไม่รู้จะเบรคได้รึเปล่าแฮะ น่ากลัวตกเขา
ขึ้นมาบนนี้พวกเราใช้เวลากันกว่าครี่งวัน ลงจาก Gulmarg มาถึงที่พักประมาณ บ่าย2 กินอาหารกลางวันพวกเราก็เก็บของเดินทางต่อไป Srinagar ซึ่งอยู่ห่างจาก Gulmarg ประมาณ 60 กม.
เพื่อจะเข้าบ้านพักซึ่งเป็น Houseboat ใน Dal Lake พวกเราต้องนั่งเรือแบบที่เรียกว่า Shikara ไป Shikara คล้ายเรือแจวบ้านเราแต่ใหญ่กว่ามีหลังคา และทำที่นั่งแบบกึ่งนั่งกึ่งนอน แสนสบาย ระหว่างนั่งเรือก็มีเรือขายสินค้าพายมาขายสินค้าขนาบข้างๆ เราไป
house boat ที่เราพักเป็นของ คุณมุสตาฟา ไกด์ของเราเอง สวยมั่กๆๆ ชื่อ Cystal Palace พวกเราพักแยกกัน 2 ลำ ลำที่เราพักมี 4 ห้องนอน แต่พวกเราพักกัน 3 ห้อง บนเรือแบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือส่วนรับแขก ส่วนทานอาหาร และห้องนอน  แต่ละลำจะมีคนดูแลและพ่อครัวประจำแต่ละลำ คอยดูแลความเรียบร้อย และพวกเรา

วันนี้พวกเราต่อลองไกด์ เกี่ยวกับการชมเมือง Srinagar ในวันพรุ่งนี้เพราะไกด์จะเก็บเงินเราเพิ่ม ในการเที่ยวชมมัสยิด แต่พวกเราก็ต้องเสียเงินเพิ่มสำหรับการนั่งเรือไปเที่ยวตลาดน้ำตอนเช้าอีกคนละประมาณ 70 รูปี นี่แหละน้าแขก เคี่ยวจิงๆ (แค่นี้ก็น่าจะแถมกันมั่ง) มีหน้ามาบอกเราว่าตัวเองไม่ได้อะไร แค่ช่วยเรียกเรือมารับเรา แล้วจ่ายให้คนเรือเค้าไป สุดท้ายมันก็เรือของตาไกด์แกเอง แถมคนพายเรือก็พ่อบ้านประจำบ้านเรา ..ค่าเรือที่จ่ายไม่เจ็บใจ แต่ไม่ชอบที่ต้องมาหลอกเราว่าเรือคนอื่น


4/05/2006 Srinagar

Srinagar เป็นเมืองหลวงหน้าร้อนของแคว้น Kashmir ที่Dal Lake มีตลาดน้ำตอนเช้าที่ชาวบ้านจะเอาของส่วนใหญ่เป็นผัก ดอกไม้ มาขายกันในยามเช้า ตลาดเริ่มประมาณ 5.30 น.ขนาดของตลาดไม่ใหญ่มากแต่ทำให้เราได้สัมผัส และเห็นชีวิตของผู้คนที่นั่น อากาศยามเช้าวันนี้สดใส ตลาดก็คึกคักไปด้วยชาวบ้านและนักท่องเที่ยว พวกเราซื้อผักมาทำอาหารกินกันเอง เพราะเห็นผักเขียวๆ แล้วนึกถึงอาหารไทยเรา เนื่องจากทุกวันผักที่พวกเรากินมีแต่มันฝรั่ง หอมใหญ่ หอมแดง เครื่องเทศ เป็นอาหารแบบอินเดียเน้นเครื่องเทศ พวกเราเลยคิดกันว่าเช้านี้กินผัดผัก กับไปต้มจับฉ่ายกินมื้อเย็น ว่าแล้วนะเราก้อแปลงกายเป็นแม่บ้านจับจ่ายซื้อผัก และเป็นแม่งานในการทำอาหารมื้อเช้าให้เราไปทันที ส่วนฉันก็รอกิน ฮิ ฮิ
พอกลับมาถึงที่พัก เหล่าแม่บ้านมือสมัครเล่นก็ทำการยึดครัว พวกเรา 4-5 คนยัดเข้าไปในครัวซึ่งเล็กนิดเดียว ทำเอาพ่อบ้านและพ่อครัวต้องหลีกทางให้แม่บ้านชาวไทยทันที ทันทีที่พวกเราลงมือผัดผัก บรรดาชาวเรือแถวๆนั้นก็แวะเวียนมาเยี่ยมชม ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับเรือลำนี้กัน น้ำปลาที่ใส่เข้าไปคงโชยกลิ่น แถมแม่ครัวก็แทบล้นออกมาจากเรือ คงสร้างความแปลก ปนขำให้คนแถวๆนั้นกันเป็นแถว เพราะรู้สึกว่าสาวไทย นี่ซนกันดีจริงๆ
มื้อนี้รุ่งโชว์ฝีมือไข่เจียวใส่ซอสให้ลูกทัวร์ได้กิน รสชาติไข่เจียวมื้อนี้ถึงได้ทำเอาคิดถึงบ้านกันถ้วนหน้า บางคนถึงกับขอให้รุ่งเป็นคนทำไข่เจียวมือ้ต่อไปเลย แต่ผัดผักที่พวกเราช่วยกันทำ รสชาติกับไม่เป็นอย่างที่หวังแต่ก็หมดภายในพริบตา เพราะผักมันแข็งมั่กๆๆ นะบอกว่าหมดเพราะเราได้กินผัดผักแบบไทยๆ ทำให้หมดถึงยังงัยก็อร่อยกว่าขนมปัง ไข่เจียว ไข่ดาวที่พวกเรากินกันมาหลายวัน จนถึงวันนี้พวกเรากินไข่ไปต่อคนเกือบ 20 ฟอง เลยออกอาการเลี่ยนกันเป็นแถว

หลังอาหารพวกเรานั่งเรือออกชม Dal Lake กันก่อนเป็นโปรแกรมช่วงเช้า โดยมีคุณพ่อบ้านดีน เป็นไกด์ให้กับพวกเรา คุณดีนมีความเป็นมืออาชีพกว่า พี่มดของเรามาก มีการแนะนำเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเรือให้พวกเราฟัง จากนั้นพาไปดูการทำ paper mache , การแกะสลักไม้ และพาไปซื้อสินค้าขึ้นชื่อของชาวแคชเมียร์อย่างผ้า,เสื้อและกระเป๋า แถมช่วยต่อให้พวกเราด้วย ถ้าเป็นพี่มดคงยากส์…..
ช่วงบ่ายวันนี้พวกเราขึ้นเรือเพื่อไปขึ้นรถเที่ยวในเมือง Srinagar มีเรื่องขำๆเล็กๆ กับพวกเราก่อนขึ้นรถเพราะเราจำคนขับรถ mr.เชาเกต ไม่ได้ เมื่อวานมาส่งพวกเรา กลับบ้านสงสัยภรรยาที่บ้านพาไปตัดผม โกนหนวด ทำเอาพวกเราจำไม่ได้ นึกว่าเปลี่ยนคนขับ ยิ่งกว่านั้นฉันยังไปจำ คุณเชาเกต สลับกับ คุณดีน คนขับรถอีกคน พวกเราทั้งคันจำเชาเกตไม่ได้นึกว่ามีการเปลี่ยนคนขับรถ แต่มีนกเท่านั้นที่จำได้ เพราะนั่งมาด้วยกันตลอดทาง แต่พวกเราที่เหลือเห็นแต่ข้างๆ กับข้างหลังเชาเกต เลยจำไม่ได้
ตอนบ่ายวันนี้การเที่ยวของพวกเราแบ่งเป็น 3 ช่วงใหญ่ ช่วงแรกตะลุยดูมัสยิด เริ่มตั้งแต่ Shahamdan ต่อด้วย Jama Masjid และปิดท้ายด้วย Hazratbal Mosque ที่สุดท้ายจะเป็น Mosque ที่ไม่เหมือนที่ใดในแคชเมียร์ เนื่องจากหลังคาเป็นรูปโดม ในขณะที่ที่อื่นจะเป็นแบบแหลมๆ คล้ายเจดีย์ แต่ละสถานที่มีความสวยงามกันไปคนละแบบ อย่างนึงที่เห็นได้คือว่าคนมุสลิม มีมัสยิดเป็นศูนย์รวมจิตใจ เพราะไม่เพียงเห็นแค่คนแก่ยังมีคนหนุ่มสาวที่เข้ามามัสยิดกัน จากนั้นพวกเราไปเที่ยวชมสวน สวนที่ Srinagar มีความพิเศษในเรื่องการจัดสวนแบบสไตล์ที่เรียกว่า โมกุลซึ่งเน้นการจัดสวน สนามหญ้า น้ำพุ น้ำตก และศาลาที่พัก อย่างสวยงาม ทุกวันนี้สวนเหล่านี้เป็น

สถานที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาชม
และ ชาวเมืองเข้ามาปิคนิคกัน สวนที่พวกเราไปเที่ยวมี 2 แห่งคือ
Shalimar Bagh สร้างโดย กษัตริย์ Jehangir ให้แก่ราชินี Nur Jehan ลักษณะการจัดสวนเป็นทางยาวมีต้นไม้ปกคลุมตามทางลาดยาวไปพร้อมกับลำคลองเล็ก และมีterrace เป็นระยะ ทั้งหมด 4 แห่ง เรียงกันไป ตามแนวยาว
ตอนพวกเราถ่ายรูปกันอยู่ที่นี่ มีคนอินเดียทั้งเด็กๆ และผู้ใหญ่ คงเห็นว่าพวกเราแปลก เลยเข้ามาขอถ่ายรูปด้วย แต่จะว่าไปคนแคชเมียร์ถือเป็นคนที่หน้าตาดี ถ้าอยู่เมืองไทยคงได้เป็นดาราไปหลายคน โดยเฉพาะเด็กๆ หน้าตาน่ารัก กันเป็นส่วนใหญ่ คนแคชเมียร์เป็นแขก ที่หน้าตาละม้ายไปทางอาหรับมากกว่าแขกอย่างในอินเดียจริงๆ
Nishat Bagh ตั้งอยู่บนฝั่ง Dal Lake ด้านหลังเป็นภูเขา Zabarwan
ตอนเย็นวันนี้พวกเราได้ไปเดินในตลาดท้องถิ่นของ Srinagar ซึ่งมีขายของสดของแห้ง ไม่ใช่แบบขายของให้นักท่องเที่ยวแต่เป็นแบบที่ของชาวเมืองมาซื้อของ ร้านขายไข่ เค้าขายกันแบบสดๆ มีไก่ มาไข่กันหน้าร้าน วางแผงให้เห็นๆกันจะจะ พบเห็นได้ทั่วไปในแคชเมียร์ ถ้าใครมาซื้อไก่ ก้อหักคอไก่ ถอนขนกันหน้าร้านเลย

มื้อเย็นวันนี้ได้กินอาหารจีนแต่เป็นอาหารจีนที่มีซุปเป็นอาหารหลักเพราะความผิดพลาดของรุ่งในการสั่งอาหาร มื้อเย็นที่น่าจะเป็นอาหารจีนแบบที่เราคิด เราเลยได้กินแบบนี้- ซุปมะเขือเทศ, ซุปsweet & sour (เหมือนกันซะหน้าตกใจว่ารุ่งเค้าสั่งมาทำไมหว่า )ไก่ทอด อันนี้ดี แล้วก็ผัดผัก สุดท้ายเลยต้องสั่งข้าวผัดกับผัดหมี่มากินอีก เพราะไม่อิ่มกับกับข้าวที่รุ่งสั่งมา


5/05/2006 Sonamarg

Sonamarg – The Meadow of Gold อยู่ห่างจาก Srinagar 84 กม.อยู่ระหว่างเส้นทาง Srinagar-Ladakh พวกเราออกเดินทางกันตั้งแต่ 9 โมง สังเกตว่าการเริ่มต้นที่นี่แต่ละวันจะค่อนข้างสาย เพราะไกด์เค้ากำหนดเวลาอย่างนี้ น่าจะเป็นเพราะธรรมเนียมของที่นี่เค้าเริ่มทำงานกันสาย ร้านค้า สถานที่ต่างๆส่วนใหญ่เปิดทำการกันประมาณ 10 โมง และทานอาหารเย็นกันเกือบ 2 ทุ่ม
ระหว่างเส้นทางจาก Srinagar ไป Sonamarg มีทิวทัศน์ที่สวยงาม ฉากหลังจะเป็นภูเขาใหญ่ที่ปกคลุมด้วยหิมะ กับท้องฟ้าสีฟ้าสดใส มีแม่น้ำสินธุไหลผ่านหุบเขา ไปตลอดเส้นทาง ฉันเห็นคนอินเดียเองขับรถมาเป็นครอบครัว แวะพักปิคนิคตามริมทางเป็นระยะๆ
พวกเรามาถึงSonamarg กันเกือบเที่ยง นักท่องเที่ยวค่อนข้างเยอะแล้ว แต่พวกเราวันนี้เลียนแบบกลุ่มอื่นๆ บ้างโดยมาทานอาหารปิคนิคกันบนนี้ ต้องขอบคุณคุณดีน กับพ่อครัว ช่วยกันทำอาหารกล่องให้พวกเราตอนเช้า วันนี้เราได้กินไก่ทอด ที่นะบอกว่าอร่อย ซึ่งก็อร่อยจริงๆ กับไข่ต้ม เติมพลังก่อนขี่ม้ากันอีกครั้ง หลังจากอาการเจ็บก้นทุเลาลงแล้ว
วันนี้พวกเราขี่ม้าไปกันทั้งหมด 8 คน นกกับพี่จุ๋มไม่ได้ขึ้นไป เส้นทางไม่ลำบากเป็นทางเรียบๆ สามารถเดินขึ้นไปเองก็ได้ ยิ่งถ้าเทียบกับที่ Pahalgam แล้วเส้นทางเดินที่นั่นจะชันกว่า เป็นทางขึ้นเขาผ่านป่าและลำธารเล็กๆ ตลอดสาย แต่สำหรับที่ Sonamarg เส้นทางเรียบเดินไปตามริมทางถนน แต่ม้าที่พวกเราขี่จะดูเหนี่อยไม่ค่อยคึกคัก ไม่รู้เป็นเพราะอายุมากหรือวันนี้เดินมาแล้วหลายรอบ เพราะตอนพวกเรารอขึ้นม้า ก้อพอดีกับม้าเดินลงมาส่งนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นพอดี พวกเราคงเป็นรอบสองหรือสามของม้าชุดนี้แน่ๆ ค่าขี่ม้า ตกคนละ 300 รูปี (ไม่รวมทิป) ตอนตกลงนึกว่าจะได้ไปถึง Thajiwas glacier แต่

พอไปถึงพวกเราคิดว่าไม่น่าจะใช่ แต่เป็นบริเวณตีนเขาก่อนจะต้องขึ้นไปอีก แต่ว่าทั้งคนจูงม้าและไกด์มุสฯ บอกว่าถึงแล้ว ก้อต้องเชื่อ ถึงก็ถึง เพราะเราไม่ศึกษาข้อมูลมาดี เค้าว่างัยก้อต้องงั้น

พวกเราเดินเล่นบนนี้ กระโดดโลดเต้น อย่างสนุกสนานลืมอายุ ลืมวัย กันพักใหญ่ ระหว่างนั้นก็มีพ่อค้ามาชวนเล่น sledge แต่พวกเราไม่เล่นแล้ว อีกอย่างที่นี่หิมะไม่มากเหมือนที่ Gulmarg ไม่น่าเล่นเลย เพราะกำลังจะเข้าหน้าร้อนของที่นี่
เมื่อกลับจาก Sonamarg เดิมทีพวกเราตั้งใจจะไปShopping ของในSrinagar กันอีกครั้งเพราะตลาดที่พวกเราไปกันเมื่อวานไม่ได้ใจ เพราะอยากไปบริเวณขายผ้า,ขายของที่ระลึก แต่ได้ไปตลาดสดแทน เลยต้องขอไปอีกครั้ง แต่ต้องผิดหวังเพราะวันนี้ในเมืองเกิดเรื่อง ได้ยินแต่พูดว่ามีการยิงกันแล้วมีการประท้วง ร้านค้าในเมืองปิดกันเป็นส่วนใหญ่ ตอนขับรถผ่านเห็นร้านขายของบริเวณสวนNishat ที่เราเห็นเปิดกันเมื่อวาน แต่วันนี้ปิดร้านเงียบเลย น่าเสียดายมาก
เป็นเพราะที่นี่ยังเป็นเขตแดนที่มีปัญหา ความเป็นอยู่ต้องดิ้นรน การท่องเที่ยวเป็นสิ่งที่มาชดเชย และทำให้คนที่นี่มีงานมีเงินแต่ปัญหาเรื่องการยิง การประท้วง การแย่งชิงดินแดน ทำให้การค้าขาย การท่องเที่ยวต้องหยุดชะงัก ฉันไม่เข้าใจเลยว่าการแย่งชิงดินแดนมันจะมีประโยชน์อะไรถ้าคนท้องถิ่นยังต้องดิ้นรนกันขนาดนี้ พื้นที่ที่สวยงามถ้าได้รับการพัฒนา ปัญหาแบบนี้หมดไป ที่นี่จะต้องสวยงาม เป็นสถานที่ท่องเที่ยวไม่แพ้บางประเทศในยุโรปเลย คิดแล้วนึกถึงภาคใต้บ้านเราถ้าปัญหาเรื่องการยิง การปั่นหัว มั่วสุมไม่หมดไปอาจขยายใหญ่เป็นเรื่องน่าเศร้า ในอนาคต แทนที่จะเอาเวลาไปพัฒนาบ้านเมือง กับต้องเอาทรัพยากรที่เรามีอยู่ไปต่อสู้ป้องกันบ้านเมือง ..เฮ้อ..

แต่สำหรับฉันดีใจที่ได้กับ เรือไม่ต้องไปเที่ยวซื้อของ เพราะมาทริปนี้ตั้งใจจะไม่ซื้อของอยู่แล้ว เพียงแต่เสียดายที่ไม่ได้เห็นชีวิตความเป็นอยู่ของคนที่นี่อีกก็เท่านั้น แต่จะว่าไปสิ่งที่เราได้พบมันคงเป็นส่วนนึงของชีวิตที่นี่ก้อได้นะ
วันนี้พวกเรากลับมาถึงเรือ มีพ่อค้ามารอขายสินค้าให้เราหลายคน ทั้งพ่อค้าผ้า พ่อค้าดอกไม้ เครื่องเงิน เครื่องประดับ โปสการ์ด สงสัยจะรู้ว่าพวกเราอยู่เป็นวันสุดท้ายจะกลับพรุ่งนี้ แสดงว่าเค้าคงต้องมีการสืบถาม กันไม่งั้นคงไม่มากันวันนี้หรอก พ่อค้าที่มีขายเครื่องเงินเด็กๆ ที่มารอขายให้เราที่เจอกันตั้งแต่วันแรกที่เรานั่งเรือเข้ามาที่นี่ก็มาด้วย คุยไปคุยมารู้ว่าเค้าอายุ 13 เอง ขยันมากๆ กับอายุขนาดนี้ต้องออกมาขายของช่วยที่บ้าน เพื่อนๆ เลยช่วยอุดหนุนกันไปหลายคน
คนที่นี่อายุไม่มากแต่ริ้วรอยแก่เกินวัย เพราะต้องดิ้นรน ต่อสู้กันมาก เห็นแล้วเอามาเป็นกำลังใจให้ตัวเองได้ในตอนที่เราท้อแท้ คิดว่าตัวเองโชคดีเป็นไหนๆ ที่มีชีวิตอย่างที่ตัวเองเป็น
วันนี้เรามีการเคลียร์กันระหว่างไกด์กับพวกเราลูกทัวร์ สำหรับฉันแล้วว่าถ้าเราเข้าใจในระบบการเที่ยวของ TKT มันก้อเป็นเรื่องปกติ เพราะเค้าไม่เคยมีการเตรียมข้อมูลอยู่แล้วแถมทริปนี้เป็น pilot trip คงคาดหวังอะไรไม่ได้มาก เราต้องเตรียมข้อมูลมาเองอยู่แล้ว เพียงแต่รู้สึกว่า ไกด์ท้องถิ่นที่นี่ mustafa เค้าไม่ค่อยจะมี service ในการเป็นไกด์ที่ดี เหมือนเพิ่งมาเริ่มทำ ทั้งๆที่บอกว่าทำมานานแล้ว ยิ่งคุยกันเรายิ่งรู้สึกว่าเค้าดื้อไม่รับฟัง ความเห็นคนอื่น เลยไม่รู้จะคุยกันไปทำมัย

 


6/05/2006 Srinagar-Delhi

วันนี้เป็นวันสุดท้ายใน Kashmir ที่เราจะกลับมายัง Delhi มีนะ(แว่น) กับฝน ที่จะกลับกรุงเทพก่อน ส่วนที่เหลืออีก 8 คน จะเดินทางไป Agra ต่อ โดยมีรถมารับ โดยรุ่งได้ประสานกับไกด์มุสตาฟา เพื่อให้มีไกด์และมีรถมารับพวกเราที่สนามบินเลย จากเดิมที่พวกเรากำหนดจะเดินทางโดยรถไฟเพื่อไป Agra
พวกเราเดินทางกลับ Delhi ทางเครื่องบิน โดยสายการบินภายในประเทศ อินเดียนแอร์ไลน์ จากท่าเทียบเรือไปยังสนามบินระยะทางไม่ไกล แต่ใช้เวลานานเพราะรถติด เนื่องจากต้องมีการตรวจอย่างเข้มงวดเป็นระยะๆ โดยเฉพาะเมื่อใกล้ถึงสนามบิน สนามบินที่นี่บริการดีมากๆ มีอาหารให้ทานฟรี แม้ก่อนจะขึ้นเครื่องเราสามารถเอาตั๋วไปยืนยัน ก้อได้อาหารมาทานระหว่างรอขึ้นเครื่อง(ไม่รู้ว่าเป็นเพราะ Delay บ่อยๆ หรือเปล่า)
หลังจาก check-in รอขึ้นเครื่องพวกเรา

นั่งรอเวลา ที่เครื่องจะมาถึง ซึ่งก้อ Delay ไปนิดหน่อย แต่พวกเราถือว่าโชคดีที่ เครื่อง Delay เพราะระหว่างรอขึ้นนั้นรุ่ง ได้ไปเดินคุยกับนักท่องเที่ยวจึงได้รู้ว่าก่อนขึ้นเครื่องต้องไปยืนยัน lugguage ของพวกเราก่อนขึ้นเครื่องมิฉะนั้นเค้าจะไม่เอากระเป๋าเราขึ้นเครื่อง  ซึ่งถือเป็นโชคดีอย่างมากๆ เพราะตอนที่เราไปยืนยันเหลือกระเป๋าของพวกเราอยู่กลุ่มเดียวที่วางทิ้งแยกเอาไว้รอการยืนยัน ถ้าพวกเราไม่เข้าไปยืนยันคงไปถึง Delhi แต่ตัวโดยไม่มีกระเป๋าเป็นแน่ ต้องเสียเวลา และเสียแผนการเดินทางของพวกเราอย่างแน่นอน
ระหว่างนั่งเครื่อง ปรากฎว่าสายการบินภายในเครื่องดีกว่าเครื่องที่เรานั่งมาจากกรุงเทพอีก เครื่องใหญ่กว่า แถมมีน้ำ มีอาหารเสริฟ ทั้งที่ใช้เวลาแค่ 45 นาทีเท่านั้นเอง
พวกเรามาถึง Delhi ประมาณ 17.30 น.อุณหภูมิที่นี่ประมาณ 45 องศา นะ(แว่น)

กะฝนก็แยกไปรอเพื่อขึ้นเครื่องกลับกทม. ส่วนพวกเราที่เหลืออีก 8 คน มีคนมารับเพื่อออกไปขึ้นรถเพื่อเดินทางต่อไป Agra ในเย็นวันนั้นทันที ซึ่งคนที่มารับชื่ออะไรก็ไม่รู้ จำไม่ได้ แต่เห็นว่าเป็นญาติกับไกด์มุสตาฟา มาส่งเราจนถึงก่อนออกจาก Delhi แล้วให้พวกเรานั่งรถไปกับคนขับกันเอง และจะมีไกด์มารับที่ Agra เพื่อพาไปเที่ยว Taj Mahal
คนขับรถที่ขับมาดูเป็นคนดี มีความรับผิดชอบไม่ล่อกแล่ก พาพวกเราทั้งหมดมาทานอาหารเย็นที่ร้านอาหาร ระหว่างทางตอนประมาณ 3 ทุ่ม  และถึงโรงแรมที่ Agra ประมาณ เที่ยงคืน ตอนเห็นโรงแรมรู้สึกว่าดีมากๆเหมือนโรงแรม4ดาว แต่พอเข้าไปในห้องเหลือแค่ 1ดาวเดียว แต่ช่างมันเหอะ นอนดีกว่า เพราะทั้งเหนี่อย ทั้งเพลีย


7/06/2006 Agra-Taj Mahal

วันสุดท้ายของการเดินทาง ของพวกเราสิ้นสุดที่การได้มาชื่นชม Taj Mahal อนุสรณ์แห่งความรักที่มีชื่อเสียงที่สุดของโลก จากโรงแรมที่เราพัก กับ Taj Mahal ห่างกันประมาณ 1 กม.
Taj Mahal ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำยมุนา แม่น้ำสำคัญสายหนึ่งในอินเดีย ในบริเวณที่ตั้ง Taj Mahal ต้องเดินเข้าไปหรือนั่งรถที่ใช้ไฟฟ้าซึ่งมีบริการรับส่ง เข้าไประยะประมาณ 500 เมตร เพื่อปกป้อง Taj Mahal จากมลพิษไอเสียของรถยนต์ เพราะ Taj Mahal ทำจากหินอ่อน ซึ่งจะทำปฏิกิริยากับไอเสียในอากาศ ดังนั้นทางรัฐบาลของอินเดียจึงต้องมีมาตรการเพื่อป้องกันให้ Taj Mahal ได้เป็นอนุสรณ์ที่มีความสวยงาม เช่นนี้ไปนาน นาน
ประวัติของ Taj Mahal นั้นเกิดจากกษัตริย์ ชาจาฮาน ได้สร้างสถานที่นี้เป็นที่ฝังศพให้กับพระนางมุมตัส พระมเหสีอันเป็นที่รักของพระองค์ซึ่งเสียชีวิตเนื่องจากเสียเลือดจากการคลอดพระโอรสองค์ที่ 14 ซึ่งทำให้พระองค์เสียพระทัยมาก เนืองจากพระนางมุมตัสเป็นพระมเหสีที่รักและติดตามพระองค์ และคอยดูแลพระองค์มาตลอด การสร้างใช้เวลาในการสร้างทั้งสิ้น 22 ปี โดยระดมช่างฝีมือทั้งจากปากีสถาน และในอินเดียเพื่อมาสร้างอนุสรณ์แห่งนี้
Taj Mahal เป็นสถานที่สวยงาม มีงานแกะสลักหินอ่อนเป็นภาพดอกไม้ต่างๆ ตัวอักษรในคัมภีร์ ตามซุ้มประตู ลักษณะของ Taj Mahal สร้างตามแบบมงกุฏที่พระนางมุมตัสสวม มีเสา 4 มุม เพื่อสร้าง Taj Mahal กษัตริย์ชาจาฮานได้ใช้เงินไปมหาศาล และยังมีความคิดจะสร้างหลุมศพของตัวเอง ให้อยู่ริมฝั่งแม่น้ำยมุนาอีกฟากเพื่อเคียงคู่กัน โดยใช้หินอ่อนสีดำ ซึ่งมีราคาแพงกว่าหินออ่นสีขาว
พระองค์หมกหมุ่นกับการสร้าง และใช้เงินอย่างฟุ่มเฟือยเพื่อสร้างสิ่งก่อสร้างเหล่านี้ ไม่สนใจการบริหารบ้านเมือง จึงถูก

 

กษัตริย์ออรังเซป โอรสองค์ที่ 3 ก่อกบฎและจับพระองค์ขังไว้ ที่ Agra fort  เมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์ ได้นำศพของพระองค์มาฝังไว้เคียงข้างกับพระนางมุมตัส ที่ Taj Mahal แห่งนี้

Taj Mahal เป็นสถานที่หนึ่งที่ยืนยันความคิดของฉันว่าสถานที่สวยๆ หลายแห่งกำลังรอเราไปดู ไปเยี่ยมชม ของจริง มากกว่ารูปภาพที่เห็นจากหนังสือ แม้ภาพถ่ายจากหนังสือจะสวยอย่างไร ก้อไม่เหมือนกับเราไปดูด้วยตาของเราเอง เพราะเราจะรู้สึกและซึมซับจนซาบซึ้งไปกับประวัติของมันได้มากกว่า เมื่อกลับมามีคนถามว่า Taj Mahal สวยมั๊ย ฉันตอบได้ว่าสวย บางคนบอกดูหนังสือก้อได้ ฉันว่ามันไม่เหมือนกันหรอก ต้องไปดูด้วยตา จะสวยกว่ามากๆ ถึงแม้ภาพที่ฉันเห็นไม่ใช่ตอนที่สวยอย่างในหนังสือถ่ายมาเมื่อต้องแสงเช้า หรือแสงเย็น แต่ฉันก้อยังยืนยันว่ามันสวยที่สุดเมื่อคุณได้ไปเห็นกับตาตัวเอง ณ สถานที่จริง มีบางคนไม่เห็นด้วยกับการสร้าง Taj Mahal เพราะเห็นว่าน่าจะเอาเงินไปพัฒนาบ้านเมือง สร้างถนนหนทางในอินเดีย แต่ฉันคิดว่า วันนี้ Taj Mahal น่าจะสร้างผลตอบแทน และคืนกลับไปสู่อินเดียได้อย่างมาก จนอาจจะมากกว่าการนำเงินไปทำอย่างอื่น อย่างที่หลายคนคิดแล้วก็ได้ เพราะ Taj Mahal วันนี้เป็นหนึ่งในสถานที่ที่นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกหลายคนอยากไปดู ไปสัมผัสด้วยตา ค่าเข้าชมสถานที่ รายได้ที่เกิดจากการท่องเที่ยว คงเป็นสิ่งที่ทุกคนปฏิเสธไม่ได้ว่ามันมหาศาลขนาดไหน จากสิ่งที่คนในอดีตได้ทำไว้ จนมาเป็นประโยชน์กับคนรุ่นหลังในปัจจุบัน ตามความคิดของฉัน ฉันไม่ค่อยนึกถึงความรักที่ยิ่งใหญ่ จนถึงขนาดไม่เชื่อด้วยซ้ำว่าจะมีความรักขนาดนั้น แต่ฉันกับคิดว่า Taj Mahal เป็นสถานที่ที่กษัตริย์ ชาจาฮาน สร้างเพื่อแสดงถึงความเป็นเลิศด้านสถาปัตยกรรม

แสดงถึงความเป็นสถาปนิกที่ยิ่งใหญ่ที่มีอยู่ในตัวของท่าน ที่อยากจะให้คนทั่วโลกได้เห็นว่าท่านมีความสามารถที่ยิ่งใหญ่
ตอนเย็นๆพวกเราออกจาก Agra ทุกคนมีความเห็นตรงกันว่าพอกันทีกับอาหารอินเดีย วันนี้ขอเป็น Mc Donald ที่พวกเราผ่านมาเมื่อวานนี้ ทั้งที่เงินรูปีที่พวกเรามีรวมกันก้อแทบจะหมดกระเป๋ากัน แต่ก้อยังรวบรวมทั้งหมดที่มี เพื่อแฮมและที่สำคัญเป๊ปซี่ มีน้ำแข็ง ที่สุดแสนจะหายากที่นี่ กันจนได้
สำหรับพวกเราโชคดีการเดินทางกลับของเราตรงเวลา ไม่มี Delay ตามที่เคยได้ยินมา ถือเป็นการเดินทางที่ราบรื่น และกลับมาทำงานต่อในเช้าวันจันทร์ได้ ทันเวลา
อินเดียยังมีอีกหลายแห่งที่อยู่ใน list ของฉันที่ต้องไปเยี่ยมเยียนกันอีกอย่างแน่นอน อย่าง Jaipur, Rajastan ที่ไกลๆ อย่าง Sikkim ,Lah-Ladak  ไปอินเดียคราวนี้เปิดโลกให้กว้างขึ้นอีก จากเดิมความคิดในใจฉันเมื่อคิดถึงอินเดียฉันคิดถึง คนอินเดียโพกผ้า ,คนอินเดียต้องผิวดำ แต่ปรากฎว่าฉันไปอินเดียคราวนี้เนื่องจากเป็น Kashmir ฉันเลยได้เจออินเดียที่เป็นแขกขาว นับถือมุสลิมซะเป็นส่วนใหญ่ แถมสถานที่ที่สำคัญในอินเดีย ส่วนใหญ่เป็นของพวกมุสลิมเยอะแยะ อย่าง Taj Mahal ,Red Fort ทำให้ต้องกลับมาอ่านประวัติอินเดียกันอย่างตั้งใจใหม่ ถึงได้รับรู้ว่าประวัติของอินเดียถูกพวกโมกุล หรือมุสลิมปกครองตั้งหลายร้อยปี ทำให้มีสถานที่สำคัญและวัฒนธรรมหลายอย่างมีรูปแบบของมุสลิมเข้ามาให้พวกเราเห็นเป็นส่วนมาก เอ แล้วถ้าเราไปอินเดียตอนใต้บ้าง อินเดียจะเป็นยังงัยน้า ต้องเพิ่มไว้ใน list อีกแล้วละมั้ง


Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

%d bloggers like this: