04/12/2007

ตามที่ตกลงกันตั้งแต่เมื่อคืนว่าเราจะตื่นแต่เช้าเพื่อไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ ทะเลสาปพุชการ์ โดยนัดกับทางโรงแรมให้เค้าขับรถจิ๊ปไปส่งพวกเราตอน 6.45 น. เนื่องจากเค้าโทรไปเช็คใครก้อไม่รู้ แล้วบอกเราว่าอาทิตย์จะขึ้น ตอน 7โมงเช้า

แต่ปรากฎว่าคนที่ไปส่งเราเช้าวันนี้เป็นคุณลุงคนขับรถของเรานั่นเอง สงสัยจะขี้เกียจไปส่ง แต่กว่าคนขับรถของเราจะขึ้นรถ ออกรถก้อปาเข้าไป 7โมงกว่า พวกเราขึ้นมานั่งรอบนรถกันตั้งนาน ทีแรกนึกว่าจะให้เด็กรถขับรไปส่งซะอีก เห็นเช็ดถู กระจก พวงมาลัยรถใหญ่ แถมก่อนออกหันมาเปิดเพลงให้พวกเราฟังซะด้วย แต่ก้อเช็ดอยู่นั่นแหละ ไม่ยอมไปซะที กว่าจะเห็นพี่คนขับเดินออกมาฟ้าก้อสว่างซะแล้ว ทะเลสาบพุชการ์เล็กนิดเดียวเอง อยู่หลังตลาดที่พวกเรามาเดินซื้อของกันเมื่อคืน ตอนเข้าไปจะถ่ายรูป มีชาวบ้านส่งดอกไม้ให้ทำบุญ แต่เราเคยอ่านหนังสือมาแล้วว่าถ้ารับคือเสียเงิน พวกเราก้อเลยไม่รับ อีกอย่างคือตั้งใจถ่ายรูปแล้ว ก้อไป เนื่องจากมีเวลาไม่มาก ทุกคนก้อเลยไม่มีใครทำบุญ ทำให้ชาวบ้านคนนั้นไม่พอใจ และห้ามพวกเราถ่ายรูป ทั้งที่บริเวณนั้นเป็นที่สาธารณะ พวกเราทั้งหมดก้อเลยเดินออกมา แต่คนขับรถของเราแนะนำให้เดินไปอีกด้านนึง แต่ก้อเจอเหตุการณ์ทำนองเดียวกันนี้อีก ทีแรกเราตั้งใจกันว่าจะทำบุญใส่ในกล่องที่วางไว้ แต่พอเจอคนมาบังคับให้ซื้อดอกไม้ทำบุญ ก้อเลยไม่ทันได้ทำบุญ ได้แต่รีบเดินออกมา บริเวณรอบริมทะเลสาบนี้ ถ้าจะเข้าไปต้องถอดรองเท้า เพราะถือว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวฮินดู ซื่งนักท่องเที่ยวอย่างเรา ต้องปฏิบัติตามกฎข้อนี้ด้วยเส้นทางจากพุชการ์มา Jodhpur ถนนดีมาก แต่ก้อยังใช้เวลากว่า 5 ชั่วโมง ระหว่างทางเราแวะเข้าห้องน้ำข้างทาง เจอชาวบ้านใจดี ต้มจัย(ชา) ให้พวกเราได้ดื่มกัน ทุกคนเห็นพ้องกันว่าจัยที่นี่อร่อยดี และเค้ายังพาไปเที่ยวชมในบ้าน หลังบ้าน ซึ่งเป็นสวนผักเล็กๆ ถึงบ้านที่นี่จะดูเก่าๆ แต่จากสายตาของเราแล้วเราว่าท่าทางเค้าจะเป็นคนที่มีฐานะคนนึง เพราะมีตึกใหญ่ขนาด 5-6 ห้อง และน่าจะมีอาชีพเย็บผ้า
ถึง Jodhpur เราพักที่โรงแรมในเมือง ชื่อ Astoria รอทานอาหารกลางวัน และเริ่มต้นเที่ยว Jodhpur กันเลย ที่แรกที่เราไปคือวังชื่อ Umaid Bhawan Palace วันนี้ดี ท้องฟ้าสดใส น่าจะถ่ายรูปได้สวย แต่ปรากฎว่าทั้งไกด์ ทั้งเพื่อนร่วมทริปเร่ง ๆๆๆ จนแทบไม่ได้ละเลียดกับการท่องเที่ยววันนี้เลย เท่าที่ได้ข้อมูลจากไกด์มาผ่านๆ วังนี้มีลักษณะการตกแต่งแบบ อินโด-โคลอเนียล  ปัจจุบันยังเป็นวังของมหาราชาของเมืองนี้อยู่ แต่แบ่งส่วนนึ่งเป็นโรงแรมห้าดาว ตอนเราเดินเข้าไปเห็นมีแขกชาวต่างชาติมานั่งทานชา ของว่างอยู่เหมือนกัน อีกส่วนนึงจัดเป็นพิพิธภัณฑ์สำหรับนักท่องเที่ยว คือในส่วนที่เราเข้าไปชมกัน จัดแสดงคล้ายๆ กับวังที่Jaipur คือแสดงข้าวของเครื่องใช้ ของมหาราชา ข้อมูลสำคัญที่รู้จากไกด์อีกอย่างคือลูกสาว ลูกชายของมหาราชายังโสดอยู่ ตอนฟังตอนนั้นไม่ค่อยสนใจ แต่พอได้เห็นรูปถ่ายของครอบครัวในหนังสือท่องเที่ยวภายหลัง แหม..หน้าตาดี น่าสนใจเชียว..หุ หุ
จากนั้นทัวร์ของเราติดปีกขึ้นรถมุ่งหน้าไปยัง Jaswant Thada เป็นอนุสรณ์สถานที่สร้างจากหินออ่น แต่สร้างสมัยไหนฟังไม่ทัน เพราะต้องตั้งใจถ่ายรูปเนื่องจากเวลามีน้อย ขนาดจะถ่ายรูปกันเอง ยังรีบส่งกล้องแทบไม่ทัน รู้แต่ว่าเป็นอนุสรณ์ที่ภรรยาสร้างให้กับสามี
จากนั้นทัวร์ติดจรวดของเรามุ่งตรงไปยัง Merangarh Fort ป้อมปราการประจำเมือง Jodpur ซึ่งภายในมีพระราชวังใหญ่โต สวยงามอยู่ เราค่อนข้างชอบที่นี่ เพราะมีการจัดระบบการเข้าชมเป็นระเบียบ สำหรับคนที่มาเที่ยวเองยังเช่าออดิโอ เพื่อฟังบรรยายในแต่ละจุดได้ด้วยตัวเอง การตกแต่งและออกแบบ มีความปราณีต สวยงาม ลวดลายฝีมือการแกะสลักก้อละเอียดมากๆ  จุดเด่นอีกอย่างหนึ่งของฟอร์ทนี้คือเนื่องจากอยู่ทีสูง สามารถมองเห็นเมืองสีฟ้าได้ทั้งเมือง โดยมีวัง Umaid Bhawan เป็นฉากหลังที่งดงาม เรารีบเร่งดูที่นี่ พยายามเก็บภาพกันให้มากที่สุด เพื่อจะได้เอาไว้มาทบทวนหรือไปหาข้อมูลอ่านอีกทีภายหลัง
หลังจากเที่ยวชมภายในกันเสร็จพร้อมๆ กับเวลาปิด ระหว่างที่พวกเราเดินออกมาเป็นจังหวะที่พระอาทิตย์กำลังตกดินสวยงามมาก เราหวังว่าจะได้ถ่ายรูปเก็บภาพไว้สำหรับสถานที่ที่เราอาจไม่มีโอกาสมาเยือนอีกแล้ว แต่แล้วไกด์มันก้อเร่งจัง ให้รีบขึ้นรถเพราะต้องเข้าไปในตลาดเนื่องจากมีเพื่อนบางคน และตัวไกด์เองจะพาไปตลาด แต่พอไปถึงปรากฎว่าสงสัยจะเข้าใจไม่ตรงกัน เพราะที่ไกด์พาไป ไม่ใช่ local market ซะหน่อย กลับเป็นร้านที่ไกด์มันจะได้เปอร์เซ็น สุดท้ายก้อทำอะไรไม่ได้ ซื้อของก้อไม่ได้เพราะไม่ใช่ร้านสไตล์ที่พวกเราจะซื้อ เนื่องจากแพงมาก รูปก้อไม่ได้ถ่าย เลยได้มาแค่พระอาทิตย์กำลังจะตกที่เมืองสีฟ้า
เหตุการณ์นี้ทำให้เรารู้สึกว่าทำมั๊ย ทำไม เราต้องไปยอมคนอื่นด้วยหว่า ทีหลังเราจะไม่ยอมอีกแล้ว เพราะมาแล้วไม่ได้อย่างที่ตั้งใจ ถ้าเราขัด ไม่ยอมขึ้นรถ จะถ่ายรูป ยังงัยคนอื่นก้อต้องรอเรา ซึ่งเราว่าคนที่เหลือบางคนเองก้ออยากจะถ่ายรูปเหมือนกัน (แต่นี่ก้อเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้เรา รู้สึกเซ็งกับการไปเที่ยวกับทัวร์อีกครั้ง)
หลังจากอาหารเย็นพวกเราเดินเล่นแถวตลาดแถวนั้น กลุ่มพวกเราดูจะสร้างความสนใจให้กับคนแถวนั้น เพราะเดินไปไหนมีแต่คนมอง แถมร้านที่พวกเราเค้าก้อเป็นร้านแบบชาวบ้านอย่างซื้อถ้วย ร้านของชำ แต่ได้บรรยากาศสนุกดี ดีกว่าเข้าแต่ร้านที่ขายของให้นักท่องเที่ยว


05/12/2007

หลังจากเมื่อคืนคึกคักกับร้านขายของใกล้ๆ โรงแรม โดยเฉพาะร้านขายถ้วยชาม วันนี้ก้อยังคึกคักไม่หาย บอกให้คนขับรถช่วยหาร้านขายถ้วย อย่างเมื่อคืนอีก เจอแล้วแวะทันที พี่คนขับเราก้อไม่รอช้า พร้อมกับเด็กรถน้องชาย ช่วยกันสอดส่ายสายตา มองหาร้านที่ว่ากันใหญ่พอเจอก้อรีบจอด สร้างความสนุกสนานเฮฮาให้พวกเรามาก หลังจากผ่านมาหลายวัน กรุ๊ปของเราและคนขับเริ่มสนิทสนมขอโน่น นี่กันได้ ยิ่งเมื่อคืนดูเหมือนทั้งคนขับและเด็กรถ ยิ่งภาคภูมิใจ เพราะมีส่วนได้พาพวกเราสาวๆ จากแดนสยาม เดินชมตลาด เพราะดูแกจะยิ้มน้อย ยิ้มใหญ่ แถมยังมีคนเดินตามดูของแปลกอย่างพวกเราในตลาด ยังกับพวกเราเป็นดารายังงัย ยังงั้นพอเจอร้านขายหม้อ ขายไห ซึ่งอยู่แถบๆ ชานเมือง Jodhpur สาวๆ นักช้อป เฮโลยังกะเจอร้านขายผ้า เลือกซื้อของกันใหญ่อย่างพวกแก้ว ปิ่นโต บางคนซื้อมากระทั่งครกกับสาก แบบเล็กๆ แต่พวกเราบางคนรวมทั้งเราด้วยวันนี้ได้ถ่ายรูปกับเด็กๆ ซึ่งตื่นเต้น กับพวกประหลาดอย่างพวกเรา แอบมาด้อมๆ มองๆ เขินๆ เราก้อเลยเรียกเด็กๆ แถวนั้นมาถ่ายรูป ซักพักมากันใหญ่ ถ่ายรูปกันสนุกสนาน แถมบางคนอุตสาห์ไปตามน้องผู้หญิง คุณลุง แถวนั้นมาถ่ายรูปกับพวกเรา เด็กพวกนี้น่ารักมากๆ น่าจะเป็นเพราะไม่ได้อยู่ในถิ่นท่องเที่ยว พวกเค้าสนุกสนาน และเป็นมิตรกับพวกเรา เที่ยวหามุม ขอถ่ายมุมโน้น มุมนี้กันใหญ่ ยิ่งพอได้เห็นรูปของตัวเองในกล้องของพวกเรา ก้อยิ่งสนุกกันใหญ่ ไม่รู้จะรู้รึป่าวว่าพวกเราเป็นแค่นักท่องเที่ยวธรรมด๊า ธรรมดา ไอ้หวังจะเอารูปตัวพวกเค้าไปลงหนังสือ คงยากหน่อยนะน้อง
วันนี้เรามุ่งหน้าจาก Jodhpur เข้าสู่เขตแดนทะเลทรายที่ตั้งของเมืองJaisalmerเมืองสุดท้ายชายแดนระหว่างปากีสถานกับอินเดีย แต่วันนี้เรายังไม่ได้พักใน Jaisalmerเพราะวันนี้เรามีโปรแกรมไปขี่อูฐ และพักค้างคืนที่ทะเลทราย ก่อนไปเราแวะที่เมือง Jaisalmerเพื่อไปพบกับไกด์ท้องถิ่น และแวะทานอาหารกลางวันที่ร้านในเมือง แค่เห็นหน้าไกด์นิดหน่อยก้อทำให้สาวบางคนในรถอดชื่นชมไกด์คนนี้ไม่ได้
หวังว่าพรุ่งนี้เราจะได้เจอไกด์คนนี้เป็นคนพาพวกเราเที่ยว Jaisalmer น่าจะทำให้พวกเราเที่ยวกันอย่างสนุกสนาน และก้อหวังว่าไกด์จะไม่เป็นพวก เอาแต่พาเราเข้าร้านขายของ อย่างไกด์บางคนที่เราเจอที่ผ่านมา หรือไม่พอแกเห็นหน้าพวกเราพรุ่งนี้อาจเปลี่ยนให้คนอื่นมาเป็นไกด์นำเที่ยวก้อได้ ใครจะไปรู้ อิ อิจุดที่เราไปพักที่ทะเลทรายเรียกว่า Sam Sand Dune เป็นพื้นที่ในทะเลทรายธาร์ ที่กว้างใหญ่ เมื่อมาถึงที่พักก้อพบอูฐมานั่งรอพวกเราอยู่แล้ว ที่หน้าที่พัก พอเห็นที่พักก้อเสียใจนิดหน่อย นึกว่าจะได้ไปนอนกลางทะเลทรายเป็นเต้นท์สีขาว ไม่ได้หวังว่าจะไฮโซหรูหรายังกับ คีรีมายา แต่มันก้อน่าจะอยู่ท่ามกลางทะเลทราย ไม่ใช่อยู่ขอบๆ แบบนี้ แหม! หวังจะได้เจอชารีฟ บรรยากาศก้อไม่ให้ซะแล้ว
อูฐที่เราขี่กันนั่งได้ตัวละ 2 คน เรากับปุ๊กนั่งด้วยกันจำได้ว่าอูฐชื่อ ไซย่า แต่จำชื่อคนจูงไม่ได้ซะแล้ว เราเสียวๆ ตอนมันลุก มันนั่ง ตอนที่เดินๆ กัน ก้อเสียวๆ เพราะมันสูง ถ่ายรูปกันลำบาก แต่ก้อพยายามผลัดผลัดกันถ่ายเพื่อนกันในกลุ่ม นักท่องเที่ยวอย่างพวกเราสร้างเงิน สร้างรายได้ให้กับชาวบ้านแถบนี้ ระหว่างทางขี่อูฐไปบนทะเลทราย เห็นเด็กๆถือถุงขนมขบเคี้ยว น้ำอัดลมเดินตามขึ้นไปขายกันหลายคน ตามขนาดที่ว่ากำลังถ่ายรูป ยังเดินมาบังกล้องจะขายขนม ขายน้ำกันอยู่นั่นแหละ บางคนขนาดรับปากว่าจะซื้อน้ำตอนกลับ ยังมาวนเวียนอยู่รอบตัว ต้องไล่ออกไปตั้งหลายที
บริเวณที่อูฐพาเรามาส่ง ยังคงเป็นชายขอบทะเลทราย แต่ก้อได้บรรยากาศทะเลทรายมาบ้าง แต่ใจที่คิดถึงทะเลทราย เราคิดว่ามันคงจะเวิ้งว้างมีแต่ทราย ทราย และก้อทราย แถมมีคลื่นทราย หรือ Dune ใหญ่ แบบในหนังทะเลทรายหรือไม่ก้อเหมือนๆ กับ wallpaper ของ windows รูป Dune ที่อุตสาห์นั่งมองฝันว่าซักวันนึงจะไปเดินอยู่ในทะเลทรายแบบนั้นบ้าง อุตสาห์เที่ยวเดินหา ก้มแล้วก้มอีก ยังหามุมแบบนั้นไม่เจอเลย
แต่ยังงัยก้อเถอะมาทะเลทรายทั้งที ต้องไม่มัวแต่กดแชะๆ ถ่ายรูปกันนะคะ มองบรรยากาศรอบๆ ตัว บางคนถึงกับมานั่งเฉยๆ เพื่ออิ่มเอมกับบรรยากาศก้อมี นั่งชื่นชม ซึมซับแล้วก้อดื่มด่ำ กับบรรยากาศที่เรามีโอกาสน้อยมากที่จะได้เจอะเจอพระอาทิตย์ตกที่ทะเลทราย เป็นภาพบรรยากาศที่สวยงาม แหม ถ้ามากับคนที่รู้ใจ คงมีความสุขมาก แต่สงสัยต้องรอชาติหน้าซะแล้วละเรารอจนพระอาทิตย์ตกดินเราก้อกลับมาขี่อูฐกลับที่พัก อ้อแต่เราไม่ลืมสัญญานะที่ให้กับน้องไว้ว่าจะซื้อน้ำอัดลมเค้าซักขวด ขวดละ 30 รูปี ก้อไม่แพงหรอกถ้าคิดว่าเป็นการอุดหนุนดีกว่ามาขอเงินกันเฉยๆ อย่างน้อยก้อรู้จักทำมาหากิน เสียแต่อะไรมันจะตื้อซะขนาดนั้น
คืนนี้พวกเราทานอาหารเย็นกันที่ที่พัก มื้อนี้สำหรับเราจำเป็นอย่างแรงที่ต้องพึ่งมาม่าจากเพื่อนๆ ที่พกกันไป เพราะสำหรับเรา เราว่ามันช่างเป็นมื้อที่ไม่อร่อยเอาซะเลย ระหว่างทานอาหารรอบกองไฟ มีการเล่นดนตรีพื้นเมือง ให้เราชมด้วย
พวกเรานั่งคุยกันพักใหญ่ก่อนแยกย้ายกันไปนอน มาเที่ยวกัน 4-5 วันพวกเรามาจากที่ต่างๆ กัน เพิ่งมารู้จัก แต่ก้อสนิทสนมกันในเวลาอันรวดเร็ว ทั้งนี้ก้อต้องยกให้กับทัวร์ ซึ่งมีปัญหา (ไม่มากหรอก) กับนิสัยที่คล้ายๆ กันของพวกเราที่ชอบเที่ยว ชอบถ่ายรูป คุยกันถูกคอ แถมกรุ๊ปไม่ใหญ่ ทำให้ได้เพื่อนใหม่น่ารัก มิตรภาพดี ดี ติดไม้ ติดมือกันกลับบ้าน ซึ่งเราว่าเป็นเรื่องที่ดีที่สุดที่เกิดขึ้นสำหรับทริปนี้
ที่พักที่เราพัก คืนนี้ไม่มีน้ำอุ่นให้อาบ คืนนี้เลยเป็นคืนแรก (แสดงว่ามีคืนต่อไป) ที่เราไม่ได้อาบน้ำ เพราะอากาศเย็น ขืนอาบน้ำคงไม่ไหวแหงๆ เราเลยหลับมันทั้งหยั่งงั้น แต่ก้อรู้สึกไม่สบายตัวไปทั้งคืน ก้อแหม ทั้งอูฐ ทั้งห้องพัก ที่นอน นอนหลับไม่สบายเลยเรา


06/12/2007

Photobucket

Jaisalmer หรือนครสีทอง เนื่องจากอาคารบ้านเรือนสร้างด้วยหินทรายสีเหลือง อยู่บนที่ราบสูงทะเลทรายธาร์ อันยิ่งใหญ่ของอินเดีย อยู่ขอบพรมแดนระหว่างปากีสถาน และอินเดีย โดยเฉพาะยามเย็นที่ทั้งเมืองถูกทาบทาด้วยแสงอาทิตย์ เมืองทั้งเมืองจะดูสวยงามน่าประเทบใจเหมือนดังสีทองไปทั้งเมือง
Fort นี้สร้างโดย Rawal Jaisal เมื่อประมาณศรรตวรรษที่ 12
เมื่อเราเดินผ่านประตูเข้าไปในป้อมจะพบกับความมีชีวิต ชีวาของเมือง เพราะภายในป้อมที่นี่จะต่างจากเมืองอื่นโดยสิ้นเชิง เนื่องจากมีประชาชน วัด อาคารร้านค้า อยู่ภายในป้อม พร้อมกับพระราชวังของมหาราชา แต่ปัจจุบันมหาราชาไม่ได้พักอยู่ที่นี่แล้ว ยังคงเสด็จมาเมื่อมีงานเฉลิมฉลองเท่านั้น ภายในพระราชวังมีการแบ่งนอก Diwan-i-khas และส่วนใน Diwan-i-am เช่นเดียวกับพระราชวังในเมืองอื่นเช่น Jaipur หรือ Jodhpur แต่พวกเราไม่ได้เข้าไปดูด้านในกันวัดเชน แต่ชื่ออะไรก้อไม่รู้ลืมถาม เพราะมัวแต่ตะลึงกับความสวยงามภายใน มีรูป
แกะสลักที่งดงามอ่อนช้อย กว่าที่ใดๆ ที่เราเคยเห็นมา แต่ละรูปมีความแตกต่างกันไป งานแกะสลักหินมีตั้งแต่ทางเข้า เสา ยันเพดาน เราเดินถ่ายรูปจนเพลิน ถ่ายได้ทุกซอก ทุกมุม เพราะแต่ละมุมสวยงามน่าอัศจรรย์ กับฝีมือ ความละเอียดที่มนุษย์จะรังสรรค์สิ่งที่สวยงามเช่นนี้ได้


ตามหนังสือที่ได้อ่านมา เค้าว่าRanakpur เป็นวัดเชนที่สวยงามที่สุด  ยิ่งทำให้เราเสียดายที่ไม่มีโอกาสไปเที่ยวที่นั่น เพราะถ้าขนาดนี้ยังสู้ไม่ได้ เราคิดว่าอินเดียเที่ยวแค่ครั้งสองครั้งคงไม่พอ หวังว่าวันหนึ่งคงได้มีโอกาสไปเที่ยว Ranakpur , UdaipurHaveli เป็นคฤหาสน์ของข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ หรือบรรดาคหบดี ที่มีการแกะสลักตัวอาคารบ้านเรือนอย่างสวยงามอ่อนช้อย แทบทั้งหลัง เราไม่ได้เจาะจง

เดินเข้าไปที่บ้านใดเป็นพิเศษ ได้แต่เดินดูทั่วๆ บริเวณที่เป็นกลุ่ม Haveli อยู่เพียงแค่ข้างนอก ก้อวิจิตรสวยงาม น่ามหัศจรรย์ ทราบว่าบางหลังก้อยังมีคนอาศัยอยู่จริงๆ แต่บางหลังปล่อยทิ้งร้างไว้เป็นเพียงแค่ให้ผู้คน นักท่องเที่ยวได้ตะลึงกับความสวยงามในอดีต ว่าสมัยก่อนเค้ามีศิลปะ และมีความรุ่งเรืองเพียงไร เมือง Jaisalmer ถึงแม้เป็นเมืองท่ามกลางทะเลทราย มีแต่ความแห้งแล้ง แต่ที่นี่เคยเป็นเมืองศูนย์กลางการค้าขายระหว่างประเทศทางตะวันตกแถบอาหรับ เช่นเปอร์เซีย ตุรกี จนถึงยุคที่อังกฤษล่าอาณานิคม และเปลี่ยนเมืองท่าเป็นแถบท่าเรือชายทะเล เมืองนี้จึงค่อยๆ ซบเซาไป
แหล่งช้อปปิ้งภายใน Fort และรอบ Fort เต็มไปด้วยชีวิตชีวา คล้ายๆกับย่านทาเมล หรือจตุจักรบ้านเรา นักท่องเที่ยวต่างชาติเมื่อดูแล้วนับว่าเยอะกว่าเมืองอื่นๆ เมื่อเทียบกับหลายเมืองที่ผ่านมาเราเองยังชอบเมืองนี้ที่สุด แถมไกด์ที่นี่ก้อน่ารัก เอาใจใส่ลูกทัวร์กว่าไกด์เมืองอื่นด้วย 🙂


Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

%d bloggers like this: